กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2
คำวินิจฉัยที่ 48/2545
วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2545
เรื่อง ศาลภาษีอากรกลางส่งคำโต้แย้งของโจทก์ (นายราเชนทร์ เรืองทวีป) ในคดีหมายเลขดำ ที่ 229/2542 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 (กรณีประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 80 หรือไม่)


ศาลภาษีอากรกลางส่งคำโต้แย้งของโจทก์ (นายราเชนทร์ เรืองทวีป) ในคดีหมายเลขดำ ที่ 229/2542 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 80 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า ผู้ร้องเป็นโจทก์ในคดีภาษี อากรหมายเลขดำที่ 229/2542 ได้ยื่น ฟ้องกรมสรรพากร เป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยอ้างเหตุผลตามคำฟ้องว่า กรมสรรพากรเป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงาน ของรัฐมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 และวันที่ 2 มีนาคม 2542 เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 5111050/1/101217 และ 5111050/1/101228 ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้ร้องเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2540 และปี 2539 เพิ่ม รวม เป็นเงิน 112,663 บาท และ 37,319 บาท โดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องต้องนำเงินได้ของภริยา ซึ่งเป็นรายได้อื่นที่มิใช่รายได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของผู้ร้อง
ผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมสรรพากร ต่อมาสำนักงานสรรพากรภาค 5 ได้มีหนังสือส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กรมสรรพากร ที่ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า ผู้ร้องเป็นสามีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) โดยนำเงินได้พึงประเมินของภริยา ซึ่งมิใช่เงินได้พึง ประเมินตาม มาตรา 40 (1) ที่ประสงค์แยกยื่นแบบแสดงรายการมารวมเป็นเงินได้ของผู้ร้องด้วย โดยให้ผู้ร้องเสียภาษีและเงินเพิ่มทั้งสอง ฉบับรวม 129,019.90 บาท
การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมสรรพากร ให้นำเงินได้ของภริยาผู้ร้องมารวมกับเงินได้ของผู้ร้อง รวมเป็นเงินได้ที่เอาไปคำนวณภาษีตามประมวลรัษฏากร มาตรา 57ตรี กับที่ไม่ให้ผู้ร้องนำเงินได้ของผู้ร้องซึ่งเป็นเงินได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ออกแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหาก นั้น ผู้ร้องเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 30 บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ แห่งความแตกต่างในเรื่อง เพศ สถานะของบุคคล จะกระทำมิได้ ฯลฯ มาตรา 80 บัญญัติว่า รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน การที่ประมวลรัษฎากร บัญญัติไว้ใน มาตรา 57ตรี ว่า ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึง ประเมินของภริยา เป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี และ มาตรา 57เบญจ บัญญัติว่า ถ้าภริยามีเงินได้พึง ประเมินตาม มาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามี ตาม มาตรา 57ตรี ก็ได้ นั้น ผู้ร้องเห็นว่า บทบัญญัติ มาตรา 57ตรี เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติโดยไม่ เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลและเพศ กล่าวคือ หากผู้ร้องเป็นโสดและภริยาผู้ร้องเป็นโสดหรือจดทะเบียน หย่ากัน ผู้ร้องและภริยา ก็เสียภาษีเงินได้ในส่วนของตนตามบัญชีอัตราภาษี หากผู้ร้องสมรสกับภริยากลับเป็นว่า ผู้ร้องต้องนำเงินได้ของภริยามารวมเป็นเงินได้ของผู้ร้อง เพื่อเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษี ทำให้ผู้ร้องหรือภริยาต้องเสียภาษีสูงขึ้น โดยเงินได้ของผู้ร้องหรือภริยาไม่มีโอกาสเสียภาษีตามลำดับ ของบัญชีอัตราภาษีตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นว่า การเสียภาษีตามมาตรานี้ขึ้นอยู่กับสถานะของบุคคลเกี่ยวกับการสมรสและความแตกต่างในเรื่องเพศ เป็นการเลือกปฏิบัติ
 
    สำหรับ มาตรา 57เบญจ ได้กำหนดให้ภริยาเท่านั้นที่มีสิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามี ตาม มาตรา 57ตรี การไม่กำหนดให้สามีมีสิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหาก เฉพาะส่วนที่เป็นเงิน ได้พึงประเมิน ตาม มาตรา 40 (1) ด้วย จึงเป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ
ผู้ร้องจึงเห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ เป็นกฎหมายที่ทำให้บุคคลไม่เสมอกันในกฎหมาย และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ทั้งเป็นกฎหมายที่ทำให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน จึงขัดหรือ แย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 30
นอกจากนี้ การที่รัฐจัดเก็บภาษีจากสามีและภริยา รวมเป็นหนึ่งหน่วย โดยบัญญัติ กฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ดังกล่าว ทำให้ผู้สมรสต้องรับภาระเสียภาษีเพิ่มขึ้น ย่อมขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็น ปึกแผ่นของครอบครัว และ ความเข้มแข็งของชุมชน ไม่เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กล่าวคือ เมื่อผู้ร้องและภริยาถูกเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร ประเมินจัดเก็บภาษีตามที่บัญญัติไว้ในทั้งสอง มาตรา ดังกล่าว ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น ผู้ร้องและภริยาก็ต้องทำให้ความเป็นสามีและภริยาสิ้นสุดลงเพื่อเสียภาษีอย่างบุคคลธรรมดาทั่วไป ในประเทศไทยคู่สามีและภริยาที่ถูกประเมินตามแบบดังกล่าวก็ต้องทำให้ความเป็นสามีและภริยาสิ้นสุดลงเช่นกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหา ข้อกฎหมาย ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว และบุตร จึงขัดขวางต่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว บทบัญญัติ แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 80
อนึ่ง แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และ มาตรา 69 บัญญัติว่า ให้บุคคลมีหน้าที่เสีย ภาษีอากร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และรัฐได้บัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ดังกล่าว นั้น ผู้ร้องเห็นว่า กฎหมายทั้งสอง มาตรา ดังกล่าวเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ แต่บทบัญญัติทั้งสอง มาตรา ดังกล่าวได้เปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพเสียแล้ว โดยเป็นการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับสถานะของบุคคลและเกี่ยวกับเพศ ทั้งเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางต่อความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29
ดังนั้น ผู้ร้องจึงเห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ เป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 80
ศาลภาษีอากรกลางพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่โต้แย้งว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ กระทรวงยุติธรรมส่งข้อโต้แย้งของผู้ร้องมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กระทรวง ยุติธรรมจึงมีหนังสือส่งสำเนาสำนวนดังกล่าวมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางส่งความเห็นตามทางการ มายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 จึงรับไว้พิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทนชี้แจงเหตุผลในการตราประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ
อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบหมายให้นายวิชัย จึงรักเกียรติ รองอธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 สรุปได้ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ การจัดเก็บภาษีในปัจจุบันมาจากทฤษฎีระบบภาษี คือ ทฤษฎีภาษีทางตรง และทฤษฎีภาษีทางอ้อม ทฤษฎี ภาษีทางตรงคือ ระบบที่ผู้เสียภาษีไม่สามารถที่จะผลักภาระไปยังบุคคลอื่นได้ ในปัจจุบัน ระบบภาษีทางตรงประกอบด้วย ระบบภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล ระบบ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ส่วนทฤษฎีภาษีทางอ้อม เป็นระบบที่เก็บจากผู้ประกอบการแล้วผู้ประกอบการ สามารถผลักภาระไปยังบุคคล อื่นได้ เช่น ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
หลักการในการจัดเก็บภาษีทางตรงในส่วนของระบบภาษีเงินได้นั้น จัดเก็บตามหลักความสามารถ กล่าวคือ เมื่อความสามารถสูง เงินได้พึงประเมินย่อมสูงด้วย เพราะฉะนั้นภาระ ภาษีจึงเก็บแบบขั้นบันไดที่เรียกว่า แบบอัตราก้าวหน้า ส่วนการเก็บภาษีเงินได้ของสามีภริยา หากความเป็นสามีภริยา อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ในทางทฤษฎีภาษีเห็นว่าบุคคลสองคนนี้เป็นหน่วย เดียวกัน ในหลักการดังกล่าวระบบการจัดเก็บภาษีจึงสร้างเครื่องมือที่ว่า สามีภริยาเป็นหน่วยเดียวกันและประกอบกิจการร่วมกันเป็นหน่วยเดียวกันและจะต้องเก็บภาษีหน่วยนี้แบบอัตราก้าวหน้าด้วย จึง บัญญัติไว้ใน ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี ให้เอาเงินได้พึงประเมินของภริยามาเป็นเงินได้ พึงประเมินของสามี คือ ต้องการให้รวมเข้าด้วยกัน ไม่ต้องการให้แยกเป็น 2 กอง โดยให้เอาไป รวมเป็นของสามีซึ่งเป็นไปตามสังคมและ วัฒนธรรมไทยช่วงปี พ.ศ. 2480
อย่างไรก็ตาม มีกิจกรรมบางประเภทที่เห็นได้ว่า เป็นการทำมาหากินโดยใช้น้ำพัก น้ำแรงความรู้ความสามารถและเวลาส่วนตัว ดังนั้น จึงแก้ไขกฎหมายให้ภริยามีสิทธิแยกเอาเงินได้ พึงประเมิน ตามประมวลรัษฏากร มาตรา 40 (1) ซึ่งเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานแยก เสียภาษี ต่างหากจากสามีได้ เป็นบทยกเว้นจากหลักความสามารถของสามีและภริยาซึ่งทางทฤษฎีถือเป็น หน่วยภาษีเดียวกัน
ส่วนประเด็นที่ว่า หากกำหนดให้สามีและภริยาเป็นหน่วยภาษีเดียวกันแล้ว จะขัด หรือแย้งต่อหลักความเสมอภาคและเป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว หรือไม่นั้น เห็นว่า ชายหรือหญิงย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่การเสียภาษีเป็นหน้าที่ โดยทฤษฎีทางภาษีที่เป็นสากล เห็นว่าสามีภริยาอยู่ร่วมกันทำมาหากินด้วยกันไม่ควรแยกหน่วยภาษีออกไป จากการเก็บข้อมูลในภาพรวมพบว่า มีค่อนข้างน้อยที่สามีภริยาจะยกเหตุทางภาษีอากรมาเป็นเหตุหย่า ในปัจจุบัน สามีภริยาส่วนใหญ่ต่างคนต่างทำงานรับเงินเดือน โดยมีการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีประมาณ 7 ล้านฉบับ เป็นประเภทเงินเดือนประมาณร้อยละ 90 ซึ่งก็ได้รับสิทธิดังกล่าวอยู่แล้ว จะเหลือเฉพาะสามีภริยาที่ทำธุรกิจด้วยกันที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี ส่วนการลงทุนในเงินออม ขณะนี้มี 2 ประเภทหลัก คือ (1) กรณีนำเงินไปฝากสถาบันการเงินเพื่อรับดอกเบี้ย ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า ถ้ารวมคำนวณแล้วเสียภาษีน้อยกว่าก็เลือกไปรวม แต่ถ้าหากว่านำไปรวมแล้วจะต้องเสียเพิ่มขึ้นก็แยกเสียต่างหาก ร้อยละ 15 ที่ธนาคารหักนำส่งในขณะจ่ายดอกเบี้ย (2) การนำเงินไป ซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งจะได้รับเงินปันผล กรณีนี้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 สามีภริยาส่วนใหญ่ทำงานรับเงินเดือนซึ่งสามารถแยกเสียภาษีได้อยู่แล้ว คงเหลือเฉพาะสามีภริยาที่เปิดร้านค้าในรูปบุคคลธรรมดาและทำมาหากินร่วมกันที่จะต้องยื่นแบบรวมกันเท่านั้น เมื่อกิจการเจริญเติบโตขึ้นก็จะไปจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วแยกเสียภาษีเป็น ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล
เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเอกสารเกี่ยวกับความเป็นมาและเหตุผล ในการตราประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ มายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย
กรมสรรพากร มีหนังสือลงวันที่ 3 เมษายน 2545 ส่งเอกสารข้อมูลการยื่นแบบภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาของต่างประเทศ กรณี การเสียภาษีของสามีภริยา
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือลงวันที่ 9 เมษายน 2545 ส่งเอกสาร เกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489 มาตรา 57ตรี มาเพื่อประกอบการพิจารณา ปรากฏเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่า "สมควรยกเลิกเก็บเงินช่วยชาติ ในภาวะคับขัน เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว และแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้รายได้ของรัฐบาลต้องตกต่ำ กับเพื่อความรัดกุมของการปฏิบัติ"
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือลงวันที่ 30 เมษายน 2545 ส่งสำเนารายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 10/2489 (วิสามัญ) ชุดที่ 1 วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2489 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2489 มาตรา 14 ที่ บัญญัติ ให้เพิ่มความเป็น มาตรา 57ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ปรากฏตามที่รัฐมนตรีได้แถลงเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร สรุปได้ว่า ในเรื่องภาษีเงินได้ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญคือ รัฐบาลเห็นว่า บรรดาเงินรายได้ต่าง ๆ นั้น ทางวิชาการหรือทางปฏิบัติของประเทศ ต่าง ๆ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เงินได้ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงและมิใช่น้ำพักน้ำแรง เงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรง เช่น ค่าจ้างแรงงานถือว่าได้มาโดยน้ำพักน้ำแรง ของคน ส่วนที่ไม่ใช่น้ำพักน้ำแรง เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย กำไรหรือเงินปันผลในการเป็นหุ้นส่วนบริษัท เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความยุติธรรมควรจะเก็บภาษีเงินได้ประเภทที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงน้อยกว่าเงินได้ที่มิใช่น้ำพักน้ำแรง โดยมีเหตุผลว่า เงิน ได้จากน้ำพัก น้ำแรงนั้นหมายถึง ราษฎรมีทุนอยู่แก่ตัวของมนุษย์เอง เป็นทุนที่ไม่ถาวร ในชั่วชีวิตอาจจะทำงานได้ประมาณ 30 หรือ 40 ปีเป็นอย่างมาก ซึ่งจะนำไปเปรียบเทียบ กับทุนบางชนิด เช่น ที่ดิน บ้านเรือน ย่อมถาวรกว่าชีวิตของมนุษย์มาก เพราะฉะนั้น ควรช่วยเหลือ โดยเก็บภาษีน้อยกว่าเงินได้ที่มิได้เกิดจากน้ำพักน้ำแรง ในการปรับปรุงประมวลรัษฎากรสำหรับภาษีเงินได้คราวนี้ก็ได้ถือหลักการดังกล่าวและได้วางหลักเกณฑ์ป้องกันมิให้แยก รายได้ของภริยา และบุตรออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันเพื่อจะให้เสียภาษีน้อย ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่พบมาก และถ้าไม่มีการป้องกันไว้ก็จะเป็นตัวอย่างและมีเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีพระราชบัญญัติ ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนั้น ยังให้ถือว่ารายได้ของสามีภริยาถ้าอยู่ร่วมกันก็ให้ถือเป็นรายได้ ของสามีเพื่อประเมินเก็บภาษี ซึ่งรายได้ของสามีภริยานั้นถือว่าอยู่กินร่วมกัน ในคติของกฎหมายถือว่า สามีภริยาเป็นคนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะถือว่า ทรัพย์สินของสามีภริยาเป็นของคนคนเดียวกันก็ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และยังได้บัญญัติป้องกันการหลีกเลี่ยงโดยตั้งขึ้นเป็นบริษัทหรือ หุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีไว้ด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว มีประเด็นตามคำร้องที่ต้องพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่
ประเด็นที่สอง ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่
ประเด็นที่สาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 57ตรี และ มาตรา 57เบญจ ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 หรือไม่
ประเด็นที่หนึ่ง และประเด็นที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 บัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือ แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัย อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม"


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update