กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 49/2545
วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2545
เรื่อง พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง หรือไม่


ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของผู้ร้อง (นายกฤษฎางค์ นุตจรัส) ซึ่งเป็นจำเลยในคดี หมายเลขแดงที่ ย. 1607/2540 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ความว่า นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ผู้ร้อง ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดี หมายเลขแดงที่ ย. 1607/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ต่อมา ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำร้อง ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังได้มีประกาศ เรื่อง ให้รวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน อีก 12 แห่ง โดยให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเงินทุนทั้ง 12 แห่ง ให้แก่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยที่โจทก์เป็น 1 ใน 12 บริษัทเงินทุนดังกล่าว เมื่อรวมกิจการกับธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) (ต่อมาคือธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)) ตามประกาศของกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้นแล้ว บรรดาสินทรัพย์ และหนี้สินทั้งหมดของโจทก์ จึงโอนมาเป็นของธนาคารไทยธนาคาร ฯ รวมทั้งหนี้สินของผู้ร้องที่มีต่อ โจทก์ด้วย ผลของการรับโอนกิจการจากโจทก์ ทำให้ธนาคารไทยธนาคาร ฯ ผู้รับโอน มีอำนาจเข้า สวมสิทธิในการดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ตามพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ธนาคารไทยธนาคาร ฯ จึงขอให้ ศาลอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และขอให้แก้ไขชื่อโจทก์ในคดีเป็นชื่อธนาคารไทยธนาคาร ฯ ด้วย
 
    ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 และวันที่ 7 สิงหาคม 2543 รวม 2 ฉบับ แถลงคัดค้านการขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ของธนาคาร ไทยธนาคาร ฯ โดยโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดทั้งสองฉบับที่ธนาคารไทยธนาคาร ฯ อ้างนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นการให้สิทธิผู้รับโอนกิจการเข้าดำเนินการ ใด ๆ ในคดีความที่มีอยู่แล้วโดยสะดวก ได้แก่ การนำพยานหลักฐานเอกสารใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสาร ที่ได้ยื่นไว้แล้ว การถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่สืบไปแล้วได้ รวมทั้ง การมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ทันทีด้วย โดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ตามขั้นตอน ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการเอาเปรียบ และริดรอนสิทธิเสรีภาพของคู่ความฝ่ายอื่นอย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่สถาบันการเงินที่รับโอนกิจการสามารถใช้ วิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดำเนินการใด ๆ เป็นขั้นตอนต่อไปได้ เช่น การร้องสอด การตั้งผู้แทนนิติบุคคล การรับช่วงสิทธิ หรือการรับโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งกฎหมายเดิมได้บัญญัติไว้อย่าง เป็นธรรมแล้ว จึงเป็นการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ และบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดทั้งสองฉบับที่อ้างดังกล่าวยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง เพราะเป็นกรณีที่มุ่งประสงค์จะใช้บังคับแก่กรณีหนึ่งกรณีใดโดยเฉพาะ กล่าวคือ พระราชกำหนด ดังกล่าวตราขึ้นเพื่อใช้เฉพาะกับกรณีที่กระทรวงการคลังดำเนินการควบรวมกิจการของบริษัทเงินทุน จำนวน 12 แห่ง เข้ากับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และกับธนาคาร สหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เท่านั้น มิได้ใช้กับกรณีอื่น ๆ โดยทั่วไป แต่อย่างใด นอกจากนั้น บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดทั้งสองฉบับที่อ้างดังกล่าวยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง เพราะ ทำให้บุคคลไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน กล่าวคือ บทบัญญัติดังกล่าวมีผลทำให้ ผู้รับโอนกิจการได้เปรียบในการดำเนินคดีนี้ เนื่องจากสามารถเข้าเป็นคู่ความในคดีได้ทันที โดยไม่ต้อง ผ่านขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และยังสามารถถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และ คัดค้านพยานเอกสารที่ได้สืบมาแล้วได้ ซึ่งเป็นการเอาเปรียบคู่ความด้วยกัน ทั้งยังเห็นว่า บทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าวซึ่งศาลใช้บังคับแก่คดีนี้ ต้องด้วย มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงขอให้ศาลยกคำร้องของธนาคารไทยธนาคาร ฯ ที่ขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และรอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราว พร้อมทั้งส่งความเห็นของผู้ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ธนาคารไทยธนาคาร ฯ ยื่นคำร้องขอ สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ และ มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ แต่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นจำเลย ในคดี ยื่นคัดค้านว่า บทบัญญัติกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยื่นคำร้องขอให้ส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงให้งดการพิจารณาคดีนี้ไว้ก่อน และส่งคำร้องของผู้ร้อง คำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และเอกสารประกอบอื่น ๆ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย บังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษา คดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 1607/2540 ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ว่า พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และเป็นบทบัญญัติที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ประกอบกับยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของผู้ร้องมายัง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่ รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ นั้นมิได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่ มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน"
พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 บัญญัติว่า "ในการควบกิจการของธนาคารพาณิชย์เข้าด้วยกันหรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงิน หรือโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน ที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น"
พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 บัญญัติว่า "ในการควบกิจการของบริษัทหรือโอนกิจการของบริษัทให้แก่สถาบันการเงิน ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เป็นบทบัญญัติที่ประกันความมั่นคงแห่ง สิทธิและเสรีภาพว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และต้องกระทำเท่าที่ จำเป็นเท่านั้น รวมทั้งจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นก็มิได้ด้วย ส่วน มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติที่รับรองหลักความเสมอภาค ซึ่งมุ่งให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยรับรองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติให้เพิ่มความเป็น มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 นั้น มีเหตุผลในการตราว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับฐานะหรือการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเข้มแข็ง โดยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถควบกิจการเข้าด้วยกันหรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนกิจการระหว่างกันหรือกับสถาบันการเงินอื่นได้ และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ ดังนั้น การที่ มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ บัญญัติเป็นหลักการให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการหรือที่รับโอนกิจการ เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีได้ กรณีธนาคารพาณิชย์ มีการควบกิจการเข้าด้วยกันหรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงิน หรือโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน และมีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล โดยอาจ นำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้าน พยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ รวมทั้งการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา กรณีที่ศาลได้มี คำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ แม้พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในเคหสถานสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัย อำนาจตาม มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แต่ มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ฯ ก็เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับเจ้าหนี้และลูกหนี้ ทุกราย หลักการและวิธีปฏิบัติที่บัญญัติตาม มาตรา 38สัตต ดังกล่าว จึงเป็นการให้โอกาสแก่ ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการหรือที่รับโอนกิจการในฐานะผู้เข้าสวมสิทธิเป็น คู่ความแทนในคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น สามารถคัดค้านเอกสารที่มีการยื่นกันไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐาน ที่สืบไปแล้วได้ เพราะเป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายแทนคู่ความเดิม แต่การให้สิทธิแก่ฝ่ายเจ้าหนี้ก็มิได้ เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของลูกหนี้ หรือกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แต่อย่างใด ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ เพียงแต่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาอาจเปลี่ยนเป็นต้องชำระต่อเจ้าหนี้ที่เข้า สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมเท่านั้น เนื่องจากหนี้นั้นได้โอนไปโดยผลของกฎหมายแล้ว ลูกหนี้ ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ต่อเจ้าหนี้ มีแต่หน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น
ดังนั้น บทบัญญัติ มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ฯ จึงไม่ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
ส่วนพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติให้เพิ่มความ เป็น มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 นั้น มีเหตุผลในการตราว่า เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วย การธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถควบกิจการหรือโอนกิจการได้โดยรวดเร็ว อันเป็น ส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และในขณะเดียวกันสถาบันการเงินตาม กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ก็สามารถควบกิจการและโอนกิจการได้ด้วย จึงจำเป็นต้องแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปในแนวทางเดียว กับการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้การควบกิจการหรือโอนกิจการระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินตามกฎหมายทั้งสองฉบับมีความสอดคล้องกัน และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชกำหนดนี้ ดังนั้น การที่ มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ บัญญัติเป็นหลักการให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีได้ กรณีบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์มีการควบกิจการหรือโอนกิจการให้แก่สถาบันการเงิน และ มีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล โดยอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ รวมทั้งการเข้า สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงเป็น ไปเพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ แม้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการ ประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แต่ มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ ก็เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับเจ้าหนี้และลูกหนี้ทุกราย หลักการและวิธีปฏิบัติที่บัญญัติตาม มาตรา 67ฉ ดังกล่าว จึงเป็นการให้โอกาสแก่สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการในฐานะ ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น สามารถคัดค้านเอกสารที่มีการยื่นกันไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้าน พยานหลักฐานที่สืบไปแล้วได้ เพราะเป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายแทนคู่ความเดิม แต่การให้สิทธิแก่ ฝ่ายเจ้าหนี้ก็มิได้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของลูกหนี้ หรือกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แต่อย่างใด ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ เพียงแต่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาอาจเปลี่ยนเป็นต้องชำระต่อเจ้าหนี้ที่เข้า สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมเท่านั้น เนื่องจากหนี้นั้นได้โอนไปโดยผลของกฎหมายแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ต่อเจ้าหนี้ มีแต่หน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น
ดังนั้น บทบัญญัติ มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 14 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง จึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38สัตต ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ฉ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 1 คน คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร เห็นว่า มาตรา 38สัตต แห่งพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ และ มาตรา 67ฉ แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ เฉพาะข้อความที่ว่า "และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้" ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update