กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 50/2546
:: วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2546
:: เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอำนาจประชาชน

นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอำนาจประชาชน ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบสรุปได้ว่า
1. นายทะเบียนพรรคการเมืองมีประกาศเรื่องรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคอำนาจประชาชนไว้ในทะเบียนพรรคการเมือง เลขที่ 2/2542 ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2542 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2544 (29) อนุมัติเงินสนับสนุนพรรคอำนาจประชาชน ตามแผนงานและโครงการของพรรคอำนาจประชาชน 6 โครงการ รวมเป็นเงิน 1,713,000 บาท โดยพรรคอำนาจประชาชนได้เบิกจ่ายเงินสนับสนุนในโครงการที่ 6 (โครงการจดหมายข่าวรายเดือน) จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองแล้วจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 355,200 บาท ซึ่งพรรคอำนาจประชาชนได้รายงานการใช้จ่ายเงินประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบรายงานการใช้จ่ายเงินของพรรคอำนาจประชาชนดังกล่าวแล้ว พบว่า หลักฐานประกอบการใช้จ่ายเงินโครงการที่ 6 (โครงการจดหมายข่าวรายเดือน) บางฉบับมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่ามีการจัดพิมพ์เอกสารดังกล่าวตามแผนงานและโครงการที่พรรคได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจริงหรือไม่ โดยเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ ได้แก่
1.1 สำเนาใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดสุวรรณีนุสรณ์การค้า จำนวน 9 ฉบับ ซึ่งไม่ปรากฏตัวอย่างของจดหมายข่าวที่พรรคอำนาจประชาชนรายงานว่าได้จัดพิมพ์ จำนวน 9 ครั้ง แต่อย่างใด
1.2 สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 6357 ไม่ปรากฏเลขที่ใบเสร็จรับเงินและปีที่ออกใบเสร็จดังกล่าว เนื่องจากถ่ายสำเนาเอกสารไม่ครบถ้วนทั้งฉบับ
2. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือให้พรรคอำนาจประชาชนชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และได้ประสานงานเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในกรณีดังกล่าว ซึ่งต่อมาพรรคอำนาจประชาชนและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฯ ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนี้
2.1 พรรคอำนาจประชาชนยืนยันว่า ใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดสุวรรณีนุสรณ์การค้า และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่พรรคอำนาจประชาชนได้นำส่งสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งนั้นเป็นใบเสร็จรับเงินค่าจัดพิมพ์จดหมายข่าวรายเดือนและค่าจัดทำวารสารเพิ่มเติมจริง พร้อมทั้งยืนยันว่า ใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2544
2.2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีหนังสือยืนยันว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฯ ได้จัดพิมพ์วารสารดังกล่าวที่โรงพิมพ์ของฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษาจริง พร้อมทั้งได้แนบรายละเอียดการดำเนินการ
3. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่พรรคอำนาจประชาชนจัดส่ง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพร้อมกับรายงานการใช้จ่ายเงินประจำปี 2544 ประกอบหนังสือพรรคอำนาจประชาชนและหนังสือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้
3.1 ใบส่งของและใบแจ้งหนี้ที่ออกโดยสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 17 เลขที่ 25 และ 42 รวมทั้งเล่มที่ 18 เลขที่ 44 54 61 และ 62 ระบุว่าเป็นค่าพิมพ์, ค่าหนังสือ, ค่าถ่ายเอกสาร, ค่าใบปลิว และค่าแผ่นพับ แต่ใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่มที่ 17 เลขที่ 56 ระบุว่าเป็นค่าพิมพ์ในเรื่องงานกฐิน
3.2 ใบส่งของหรือใบแจ้งหนี้ที่ออกโดยสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 17 เลขที่ 25 42 และ 56 ระบุว่ามหาวิทยาลัยออกใบส่งของและใบแจ้งหนี้ดังกล่าวเมื่อปี 2543 ซึ่งมิใช่เป็นปีงบประมาณที่พรรคอำนาจประชาชนได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในการจัดพิมพ์จดหมายข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด โดยพรรคอำนาจประชาชนได้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อจัดพิมพ์จดหมายข่าวดังกล่าวตามแผนงานและโครงการ ปี 2544 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติพิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณา ในคราวประชุมคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ครั้งที่ 6/2545 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โดยเห็นว่า การกระทำของพรรคอำนาจประชาชนเข้าข่ายการกระทำอันเป็นความผิดฐานใช้จ่ายเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62
4. นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่า พรรคอำนาจประชาชนได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 โดยได้นำสำเนาใบเสร็จรับเงินของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน ซึ่งไม่ปรากฏเลขที่ใบเสร็จรับเงินและปีที่ออกใบเสร็จรับเงิน ระบุว่าเป็นค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติม ตามใบส่งของเล่มที่ 17 เลขที่ 25 42 และ 56 รวมเป็นเงิน 4,184 บาท เพื่อเป็นหลักฐานประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ที่พรรคอำนาจประชาชนได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในโครงการจดหมายข่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบสำเนาใบเสร็จรรับเงินดังกล่าวกับใบส่งของที่มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดส่งเพื่อประกอบคำชี้แจงแล้วพบว่า ใบส่งของมีเล่มที่และเลขที่เดียวกันกับที่ระบุไว้ในใบเสร็จรับเงินออกเมื่อปี 2543 ซึ่งมิใช่ปีที่พรรคอำนาจประชาชนได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในโครงการจดหมายข่าว และพรรคอำนาจประชาชนได้เบิกจ่ายเงินสนับสนุนดังกล่าวไปประกอบกับรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ของพรรคอำนาจประชาชนระบุว่าได้ใช้จ่ายเงินตามแผนงานให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปในโครงการจดหมายข่าวรายเดือนพรรคอำนาจประชาชน ซึ่งมีงบประมาณ 355,200 บาท พร้อมทั้งสำเนาใบเสร็จรับเงินที่ออกตามใบส่งของและใบแจ้งหนี้ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในปี 2543 มาแสดงเป็นหลักฐานยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อแสดงให้เข้าใจว่า เป็นค่าใช้จ่ายประจำปี 2544 นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงมีความเห็นว่า พรรคอำนาจประชาชนใช้จ่ายเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 ซึ่งเป็นเหตุยุบพรรคการเมืองตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) โดยหัวหน้าพรรคอำนาจประชาชนอาจมีความผิดตาม มาตรา 80 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เนื่องจากไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 62 ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท การเรียกคืนเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองตามนัย มาตรา 63 และการกระทำอาจเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงเสนอคำร้องขอให้ยุบพรรคอำนาจประชาชน
5. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้ดำเนินการตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 10 และรับไว้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมทั้งส่งสำเนาคำร้องให้พรรคอำนาจประชาชนทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
6. พรรคอำนาจประชาชนได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2546 สรุปว่า พรรคอำนาจประชาชนได้รับเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองและได้เบิกจ่ายเงินสนับสนุนโครงการที่ 6 (โครงการจดหมายข่าวรายเดือน) จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองแล้ว โดยพรรคอำนาจประชาชนได้รายงานการใช้จ่ายเงินประจำปี 2544 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 ในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคอำนาจประชาชน ประจำปี 2544 ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองนั้น ได้มีหนังสือมายังหัวหน้าพรรคอำนาจประชาชนเพื่อให้ชี้แจงเพิ่มเติมและจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม ด้วยเหตุผลว่า พรรคอำนาจประชาชนชี้แจงยังไม่ชัดเจน และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าพรรคได้ดำเนินการตามแผนงานโครงการหรือไม่ ซึ่งพรรคอำนาจประชาชนได้ชี้แจงเพิ่มเติมและส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการตรวจสอบแล้ว ในการชี้แจงครั้งนี้พรรคได้ส่งเอกสารทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานให้แก่คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อทราบและตรวจสอบทั้งหมด และปรากฏว่า เมื่อทางพรรคชี้แจงไปแล้วไม่มีหนังสือจากคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองแจ้งมาให้พรรคอำนาจประชาชนชี้แจงเพิ่มเติมอะไรอีก ต่อมา วันที่ 7 มีนาคม 2546 พรรคอำนาจประชาชนได้รับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ระงับการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้มีคำสั่งยุบพรรคอำนาจประชาชน ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) โดยเหตุที่พรรคอำนาจประชาชนใช้จ่ายเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ไม่เป็นไปตาม มาตรา 62 โดยพรรคอำนาจประชาชนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามประเด็นในคำร้องขอให้มีคำสั่งยุบพรรคอำนาจประชาชน ทราบว่าประเด็นอยู่ที่ใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2544 และฉบับเล่มที่ 6651 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 ที่ออกโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พรรคได้มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงและได้รับหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากผู้อำนวยการพรรคอำนาจประชาชนและเอกสารชี้แจงจากที่ปรึกษาพรรคอำนาจประชาชน พรรคอำนาจประชาชนยืนยันว่า ได้ใช้จ่ายเงินตามความเป็นจริงและได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินในรอบปี 2544 เป็นไปตามความจริงทุกประการและถูกต้องตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แล้ว เห็นว่า ข้อพิจารณาของนายทะเบียนตามคำร้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริง กล่าวคือ คำร้องที่ว่า พรรคอำนาจประชาชนได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 โดยได้สำเนาใบเสร็จรับเงินของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน ไม่ปรากฏเลขที่ใบเสร็จรับเงินและปีที่ออกใบเสร็จรับเงินไม่เป็นความจริง พรรคอำนาจประชาชนได้รายงานโดยมีใบเสร็จรับเงินได้ระบุเลขที่ใบเสร็จชัดเจน คือ เลขที่ 7 ปีที่ออกใบเสร็จชัดเจน คือ ปี 2544 และมีความชัดเจนทุกอย่าง เช่น ยอดเงินจำนวน 4,184 บาท ตรงตามยอดเงินที่ใช้ในโครงการของพรรค ส่วนคำที่ระบุไว้ว่า "ค่าพิมพ์ Copy Print" บรรทัดที่ 3 ของใบเสร็จรับเงิน ก็ชัดเจน คำว่า "ค่าพิมพ์ Copy Print" คือ ค่าพิมพ์วารสาร/จดหมายข่าว ทั้ง 2 คำมีความหมายอันเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ศัพท์หรือภาษาเทคนิคการพิมพ์ คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองที่พิจารณาไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร คงมีความเห็นว่า เป็นค่าพิมพ์อย่างอื่นไม่ใช่ค่าพิมพ์จดหมายข่าวของพรรคอำนาจประชาชน และใบเสร็จก็แสดงให้เห็นถึงการชำระเงินจากพรรคอำนาจประชาชน ไม่ใช่ของพรรคอื่นหรือบุคคลอื่น ดังปรากฏตามคำว่า "ได้รับเงินจากพรรคอำนาจประชาชน" อยู่ในบรรทัดที่ 2 ของใบเสร็จรับเงิน และเป็นการแสดงถึงการชำระเงินในนิติกรรมสัญญาปี 2544 ไม่ใช่ปี 2543 หรือปีอื่นใด ส่วนเอกสารคำว่า "ตามใบส่งของเล่มที่ 17 เลขที่ 25 42 และ 56" เป็นงานคนละส่วนกับการแสดงการออกใบเสร็จรับเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของพรรคอำนาจประชาชน ตามโครงการแต่ประการใด แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายออกใบเสร็จได้นำเอางานคนละส่วน คนละกรรม คนละวาระ ไปลงไว้ในที่เดียวกัน คือ ใบเสร็จรับเงิน โดยไม่ได้บอกให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบจุดผิดพลาดของเรื่องจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ เป็นคนละงานกับงานของพรรค และรายละเอียดของงานที่ปรากฏในใบส่งของก็ไม่ใช่งานของพรรคและเป็นงานคนละปีดังคำชี้แจงของที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนฯ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบโยงให้มาเป็นเรื่องเดียวกันให้เป็นเหตุการณ์เดียวกันกับการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่พรรคอำนาจประชาชน ซึ่งได้ชำระเงินและดำเนินการตามโครงการโดยสุจริต จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เป็นการผิดพลาดของการตรวจสอบของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง กล่าวคือ รายการที่ปรากฏในใบส่งของที่ระบุเอาไว้ในใบเสร็จรับเงินมายกขึ้นพิจารณาเป็นด้านหลักโดยมิได้พิจารณาตามความเป็นจริงของเหตุการณ์ คือ พิจารณาโดยจับแยกออกจากเหตุการณ์ที่ปรากฏในรายละเอียดใบส่งของเล่มที่ 17, 18 จะพบความจริงอย่างชัดเจนว่า พรรคอำนาจประชาชนดำเนินการใช้จ่าย และรายงานการใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้องตามปีการจ่ายเงิน ตามปีการดำเนินงานและเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แล้วทุกประการ ดังนั้นคำร้องของนายทะเบียนตั้งอยู่บนข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคอำนาจประชาชน จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง
7. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของพรรคอำนาจประชาชนไว้ในสำนวนและส่งสำเนาคำชี้แจงให้นายทะเบียนพรรคการเมือง
8. นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เพื่อชี้แจงกรณีเอกสารที่พรรคอำนาจประชาชนอ้างว่าคลาดเคลื่อนว่า ตามคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของพรรคอำนาจประชาชนยืนยันว่าได้ใช้จ่ายเงินตามความเป็นจริง และถูกต้องตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 นั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้ดังนี้
8.1 กรณีที่อ้างคำชี้แจงของผู้อำนวยการพรรคว่า ใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2544 และใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเป็นใบเสร็จรับเงินของการจัดพิมพ์งานจดหมายข่าวรายเดือนของปี 2544 จริง แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับเอกสารใบแจ้งหนี้และใบส่งของ เล่มที่ 17 เล่มที่ 25, 42, 56 และเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 45, 61 และ 62 ที่ออกโดยสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เนื่องจากว่าการจ้างพิมพ์จดหมายข่าวที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2544 ได้ชำระเป็นเงินสด ดังนั้น จึงไม่มีใบแจ้งหนี้และใบส่งของเล่มที่ 17 และเล่มที่ 18 ดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด แต่เป็นการจัดทำเอกสารขึ้นโดยความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองชี้แจงว่า ข้ออ้างตามคำชี้แจงดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นไปตามความเป็นจริงตามหลักฐานของทางราชการ กล่าวคือ
8.1.1 ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 จำนวน 4,184 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินรวมตรงกับใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่ม 17 เลขที่ 25, 42, 56 โดยมีข้อความสอดคล้องกับรายละเอียดที่ระบุในใบเสร็จรับเงิน และใบเสร็จรับเงิน เล่มที่ 6651 ระบุว่า "ค่าพิมพ์ Copy Print" (ค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติม) ตามใบส่งของเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 จำนวนเงิน 13,340 บาท มียอดเงินรวมตรงกับเอกสารใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 ที่ใบเสร็จรับเงินอ้างถึงด้วย ดังนั้นการที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าการจัดพิมพ์จดหมายข่าวตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 และเล่มที่ 6651 เป็นการจัดพิมพ์เอกสารคนละงานกับใบส่งของและใบแจ้งหนี้เล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42 และ 56 และเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 จึงเป็นคำชี้แจงที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง
8.1.2 เมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือสอบถามหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ได้ข้อเท็จจริงว่า ที่ปรึกษาพรรคอำนาจประชาชน ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ดำเนินการแทนพรรคอำนาจประชาชนในการว่าจ้างพิมพ์เอกสารของพรรค โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการปฏิบัติตามลำดับ คือ จัดทำทะเบียนรับงานพิมพ์ เมื่อพิมพ์งานเสร็จเรียบร้อยก็ส่งของโดยมีใบส่งของที่ 17 และ 18 และรับเงินตามใบเสร็จที่ออกให้ โดยฝ่ายการเงินของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 และใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 ตามลำดับ โดยรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะงาน จำนวน และขนาดพิมพ์แต่ละครั้งปรากฏตามหนังสือที่ ทม 1222.02/518 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2545 และยืนยันตามใบส่งของเล่มที่ 17 ปี 2543 แล้ว พรรคอำนาจประชาชนยังไม่ได้จ่ายเงิน จึงทวงถามด้วยวาจาและเป็นหนังสือ และต่อมาพรรคอำนาจประชาชนได้ชำระหนี้ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ดังนั้น การที่พรรคอำนาจประชาชนกล่าวอ้างการจัดพิมพ์งานตามใบเสร็จรับเงินเลขที่ 6357 เป็นการจัดพิมพ์งานของปี 2544 และชำระเป็นเงินสด จึงไม่มีใบส่งของและใบแจ้งหนี้ นั้น เป็นคำชี้แจงที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง
8.1.3 กรณีที่พรรคอำนาจประชาชนได้ชี้แจงโดยอ้างถึงเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมที่อ้างคำชี้แจงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงการกล่าวอ้างโดยปฏิเสธลอย ไม่มีหลักฐานประกอบคำชี้แจง และไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลดังกล่าวยอมรับหรือปฏิเสธ อีกทั้งยังเป็นการอ้างคำชี้แจงของหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีที่ขัดแย้งกับการชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
8.1.4 สำเนาใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 เลขที่ 17 ที่กล่าวอ้างประกอบคำชี้แจง ปรากฏรายละเอียดของเอกสารไม่ตรงกับสำเนาใบเสร็จรับเงินที่รับรองความถูกต้องโดยผู้อำนวยการหน่วยงานการเงินและบัญชีของสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวคือ มีเลขและเล่มที่ใบเสร็จรับเงินตรงกัน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ และข้อความระบุการจัดพิมพ์งานไม่ตรงกัน คือ ตามใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6357 เลขที่ 7 ที่พรรคอำนาจประชาชนอ้างส่งประกอบคำชี้แจงระบุ "วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2544" และ ค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติม แต่ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มาจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยตรง ระบุ "วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2544" และค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติม จึงเป็นพยานหลักฐานประกอบที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้
8.2 กรณีที่อ้างคำชี้แจงของนายสวงค์ พุทธิเนตร ตำแหน่งที่ปรึกษาพรรคโดยยอมรับผิดว่า รายการจัดพิมพ์งานที่ปรากฏตามใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42 และ 56 และเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 นั้น เป็นการจัดพิมพ์งานส่วนตัวของนายสวงค์ พุทธิเนตร เอง โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดทำวารสารจดหมายข่าวพรรคอำนาจประชาชนในโครงการที่ขอรับการสนับสนุนโดยรัฐแต่อย่างใด และงานเป็นคนละส่วนกันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เห็นว่า จำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินตรงกับจำนวนเงินตามใบแจ้งหนี้ที่ระบุไว้ในใบเสร็จรับเงิน ประกอบกับข้อความที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงิน เล่มที่ 6357 ระบุ ค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติมตามใบส่งของที่ 17/42, 25, 56 และข้อความในใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ระบุว่าเป็นค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติมตามใบส่งของเล่มที่ 18/44, 54, 61, 62 ก็ระบุสอดคล้องและรับกัน ดังนั้นการที่ชี้แจงว่าการจัดพิมพ์งานโดยการจ่ายเงินสด ทำให้ไม่มีใบส่งของและใบแจ้งหนี้ จึงเป็นคำชี้แจงที่ขัดแย้งกันเอง
8.3 กรณีที่ที่ปรึกษาพรรคอำนาจประชาชนชี้แจงว่า รายการที่ปรากฏในใบส่งของและใบแจ้งหนี้เล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42 และ 56 และเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 เป็นการจ้างมหาวิทยาลัยจัดพิมพ์เป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดทำวารสารจดหมายข่าวของพรรคอำนาจประชาชน นั้น เป็นคำชี้แจงที่ไม่มีเหตุผลยืนยันได้ชัดเจนว่า ถ้าชื่อผู้สั่งพิมพ์งานปรากฏในใบส่งของและใบแจ้งหนี้เป็นชื่อที่ปรึกษาพรรค แล้วเป็นการที่ที่ปรึกษาพรรคพิมพ์งานส่วนตัวโดยมิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมายจากพรรคให้จัดพิมพ์ เนื่องจากในใบส่งของและใบแจ้งหนี้เล่มที่ 18 เลขที่ 61 และ 62 ระบุในรายการชัดเจนว่า เป็นการจัดพิมพ์งานจดหมายข่าวพรรคอำนาจประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2544 ที่ระบุว่า ได้รับเงินจากนายสวงค์ พุทธิเนตร (พรรคอำนาจประชาชน) ค่าพิมพ์วารสารพรรคเพิ่มเติมตามใบส่งของเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54 , 61 และ 62 จำนวนเงิน 13,340 บาทนั้น คำชี้แจงประเด็นนี้จึงขัดแย้งกันเอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าที่ปรึกษาพรรคจะอ้างว่า เป็นการจัดพิมพ์งานส่วนตัวของที่ปรึกษาพรรคโดยไม่เกี่ยวกับพรรคอำนาจประชาชนก็ตาม แต่พรรคอำนาจประชาชนก็หาอาจพ้นจากความรับผิดฐานใช้จ่ายเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 เนื่องจากการให้ถ้อยคำที่ปรากฏในหนังสือที่พิเศษ/2546 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2546 ผู้อำนวยการพรรคอำนาจประชาชน ได้ยอมรับว่า เป็นผู้ติดต่อกับที่ปรึกษาพรรคอำนาจประชาชน เพื่อติดต่อจัดพิมพ์/สั่งจ้างพิมพ์วารสาร/จดหมายข่าวพรรค ฉบับเดือนมิถุนายน 2544 จำนวน 1,374 ฉบับ เป็นเงิน 4,184 บาท และเดือนกันยายน จำนวน 4,447 ฉบับ เป็นเงิน 13,340 บาท ประจำปี 2544 ดังนั้นการกระทำของที่ปรึกษาพรรค จึงเป็นการกระทำเสมือนตัวแทนรับมอบอำนาจจากพรรคในการติดต่อประสานงานการจัดพิมพ์จดหมายข่าวรายเดือนของพรรคอำนาจประชาชน ประกอบกับในหนังสือฉบับดังกล่าว ที่ปรึกษาพรรคได้ยอมรับว่า เคยได้รับมอบหมายให้ประสานกับฝ่ายโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อจัดพิมพ์วารสารจดหมายข่าวพรรคอำนาจประชาชน ต้นฉบับเดือนเมษายน จำนวน 5 ชุด และต้นฉบับเดือนพฤษภาคม จำนวน 5 ชุดมาก่อนแล้ว ดังนั้นการที่พรรคอำนาจประชาชนพยายามแสดงให้เห็นว่ารายการที่ระบุในใบส่งของและใบแจ้งหนี้ดังกล่าว เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของที่ปรึกษาพรรค พรรคอำนาจประชาชนไม่ต้องร่วมรับผิดชอบนั้นมิได้ เนื่องจากก่อนที่พรรคอำนาจประชาชนจะรายงานการใช้จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และส่งเอกสารประกอบการรายงานยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น พรรคอำนาจประชาชนมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและการจัดทำรายงานตาม มาตรา 62 ก่อนที่จะยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งถ้าปรากฏมีความเสียหายอย่างใดเกิดขึ้นแล้ว พรรคอำนาจประชาชนจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น
9. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้อง ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 รวมไว้ในสำนวน และส่งสำเนาคำร้องให้หัวหน้าพรรคอำนาจประชาชนทราบ สำหรับประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่กรณีอ้างหลักฐานเอกสารไม่ตรงกันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ให้มีหนังสือเรียกสำเนาเอกสารดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พร้อมให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบรับรองสำเนาถูกต้อง
10. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/50709 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ส่งเอกสารตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง รวม 4 ฉบับ คือ ใบเสร็จรับเงิน เล่มที่ 6357 เลขที่ 7, เล่มที่ 6651 เลขที่ 2, ใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42 และ 56 และเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62
11. พรรคอำนาจประชาชนยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 สรุปได้ว่า
11.1 พรรคชี้แจงว่า ได้มีหนังสือถึงนายชนันท์ สุวรรณรัตน์ เพื่อให้ชี้แจงรายละเอียดและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พรรคกรณีที่อ้างว่า พรรคได้ก่อหนี้ผูกพันกับฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในปี 2543 รวมทั้งมีการแจ้งหนี้ให้พรรคทราบแล้วนั้น แต่นายชนันท์ฯ ไม่ได้ส่งเอกสารดังกล่าว พรรคจึงได้นำเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญตามความจริงของการดำเนินงานไม่ได้สร้างเรื่องเท็จแต่อย่างใด
11.2 ความเห็นของนายทะเบียนที่ถือเอาข้อสรุปของนายชนันท์ฯ มาใช้ในการพิจารณาว่า นายสวงค์ฯ ได้ดำเนินการแทนพรรคอำนาจประชาชนนั้น เห็นว่า นายทะเบียนและนายชนันท์ฯ ควรสอบถามทางพรรคเสียก่อน เพื่อเข้าใจได้ถูกต้องตรงกัน
11.3 พรรคได้สอบพยานบุคคล คือ นางสร้อยทอง สุวรรณี (พุทธิเนตร) ในฐานะผู้อำนวยการพรรค และนายสวงค์ฯ ในฐานะที่ปรึกษาพรรค และเห็นว่าเป็นคำยืนยันของผู้ปฏิบัติงานที่รับฟังได้ การที่นายทะเบียนกล่าวอ้างว่าคำชี้แจงของนายสวงค์ฯ ไม่เป็นความจริง นั้น เห็นว่า นายสวงค์ฯ อยู่ในฐานะที่ปรึกษาพรรค และเป็นข้าราชการระดับ 5 ทำงานในฝ่ายเทคโนโลยีทางการศึกษา ย่อมอยู่ในฐานะเป็นกลางและให้การตรงตามความเป็นจริง พรรคจึงยืนยันตามคำให้การของนายสวงค์ฯ โดยสุจริตใจ
11.4 สำหรับการกระทำส่วนตัวของนายสวงค์ฯ ที่นายทะเบียนอ้างว่าพรรคหาพ้นความรับผิดตาม มาตรา 62 ไม่ นั้น เห็นว่า มาตรการในการลงโทษพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลกับการกระทำส่วนตัว ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อพรรคการเมืองต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและเอกสารประกอบคำชี้แจงแก้ ข้อ
กล่าวหาของพรรคอำนาจประชาชน ตลอดจนเอกสารประกอบที่ศาลเรียกมาแล้ว มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัย
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะยุบพรรคอำนาจประชาชนตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) เนื่องจากพรรคอำนาจประชาชนไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 62 ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง หรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
" มาตรา 62 บัญญัติว่า "พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงและยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
" มาตรา 65 บัญญัติว่า "พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
(2) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงสิบห้าคน
(3) มีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่นตามหมวด 5
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง
(5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62
เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้วให้นายทะเบียนประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา"
พิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคอำนาจประชาชนได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 โดยได้สำเนาใบเสร็จรับเงินของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่มที่ 6357 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ซึ่งระบุว่า เป็นค่าพิมพ์วารสารพรรคอำนาจประชาชนเพิ่มเติม ตามใบส่งของเล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42 และ 56 รวมเป็นเงิน 4,184 บาท และใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ระบุเป็นค่าพิมพ์วารสารเพิ่มเติม ตามใบส่งของเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 จำนวนเงิน 13,340 บาท เพื่อเป็นหลักฐานประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบสำเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวกับใบส่งของ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีแล้ว พบว่าใบส่งของที่มีเล่มที่และเลขที่เดียวกันกับที่ระบุไว้ในใบเสร็จรับเงินดังกล่าวออกเมื่อปี 2543 ซึ่งไม่ใช่ปีที่พรรคอำนาจประชาชนได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในโครงการจดหมายข่าว และจากการตรวจสอบเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาใบส่งของของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ได้ส่งมาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือเรียกเอกสาร ปรากฏว่า สำเนาใบเสร็จรับเงิน เล่มที่ 6357 เลขที่ 7 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ซึ่งระบุว่า ได้รับเงินจากพรรคอำนาจประชาชน ตามใบส่งของเล่มที่ 17 เลขที่ 25, 42, 56 รวม 4,184 บาท ซึ่งข้อความปรากฏตามสำเนาใบส่งของและใบแจ้งหนี้ เล่มที่ 17 เลขที่ 25 และ 42 ออกเมื่อ พ.ศ. 2543 และใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 6651 ตามใบส่งของเล่มที่ 18 เลขที่ 44, 54, 61 และ 62 ระบุเป็นค่าหนังสือ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าใบปลิว และค่าแผ่นพับ แต่ใบส่งของและใบแจ้งหนี้เล่มที่ 17 เลขที่ 56 ระบุว่าเป็นเรื่องงานกฐิน
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพรรคอำนาจประชาชนนำสำเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าวซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการในรอบปี 2543 มาเป็นหลักฐานประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในโครงการจดหมายข่าว ในรอบปี 2544 ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่พรรคอำนาจประชาชนมิได้ใช้จ่ายเงินสนับสนุนและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคอำนาจประชาชนตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
สำหรับข้อที่หัวหน้าพรรคอำนาจประชาชนอ้างว่า นายสวงค์ พุทธิเนตร ไม่ได้กระทำในนามของพรรคจึงไม่ผูกพันพรรคนั้น พิจารณาแล้ว ตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวระบุว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับเงินจากนายสวงค์ พุทธิเนตร (พรรคอำนาจประชาชน) ต่อมาพรรคอำนาจประชาชนได้นำใบเสร็จดังกล่าวมาใช้เป็นเอกสารประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่นายสวงค์ พุทธิเนตร และพรรคอำนาจประชาชนแสดงออก แสดงให้เห็นว่า นายสวงค์ พุทธิเนตรได้ทำในนามของพรรคอำนาจประชาชน การกระทำของนายสวงค์ พุทธิเนตร จึงผูกพันพรรคอำนาจประชาชน ข้ออ้างของหัวหน้าพรรคอำนาจประชาชนข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 12 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจิต บุญบงการ นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยให้ยุบพรรคอำนาจประชาชนตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) และวรรคสอง
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน คือ นายมานิต วิทยาเต็ม วินิจฉัยไม่ยุบพรรคอำนาจประชาชน เนื่องจากการรวมตัวของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ การที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้มีการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองนั้น ควรมีวิธีการตรวจสอบควบคุม หากมีการใช้เงินไม่ถูกต้องก็ควรงดการสนับสนุนและเรียกเงินคืน พร้อมทั้งดำเนินคดีแพ่งและอาญาตามลักษณะและพฤติการณ์ของการกระทำความผิด การที่มีบทบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นการบังคับเกินกว่าเหตุ ทำให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ผู้บริหารพรรคและสมาชิกที่ไม่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่พึงรับบังคับให้
โดยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคอำนาจประชาชน


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมานิต วิทยาเต็ม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุธี สุทธิสมบูรณ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update