กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 51/2546
:: วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2546
:: เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคเกษตรกร

นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และคำร้องเพิ่มเติม ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคเกษตรกรตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง เนื่องจาก พรรคเกษตรกรใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองโดยจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินในรอบปี 2544 ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง จึงเป็นการดำเนินการไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 เป็นเหตุให้ยุบพรรคเกษตรกรตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
1. ข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า
1.1 คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 4/2544 (31) ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2544 อนุมัติเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคแก่สาขาพรรคเกษตรกร ประจำปี 2544 จำนวน 158,400 บาท ซึ่งพรรคเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคแก่สาขาพรรค งวดที่ 1-4 ประจำปี 2544 และงวดที่ 1 ประจำปี 2545 จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 158,400 บาท และจำนวน 97,200 บาท ตามลำดับ โดยงวดที่ 1-2/2544 ได้รับเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 งวดที่ 3/2544 ได้รับเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 งวดที่ 4/2544 ได้รับเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 และงวดที่ 1/2545 ได้รับเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545
1.2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเงินสนับสนุนสาขาพรรค โดยให้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง เรื่อง วิธีเบิกจ่ายเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคของพรรคการเมือง ลงวันที่ 4 เมษายน 2544 ข้อ 4 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อพรรคการเมืองไดรับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคของสาขาพรรคการเมืองตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคให้แก่พรรคการเมืองแล้ว ให้พรรคการเมืองส่งเงินให้สาขาพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการส่งเงินจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองต้องรายงานการส่งเงินให้แก่สาขาพรรคการเมืองให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งเงินให้แก่สาขาพรรคการเมือง" และต้องลงบัญชีรายจ่ายตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 38 หากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือประธานสาขาพรรคการเมืองผู้ใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีของพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองตาม มาตรา 37 หรือจัดให้มีการทำบัญชีของพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองโดยละเว้นการลงรายการในบัญชี ลงรายการเท็จในบัญชี แก้ไข ซ่อนเร้น หรือทำหลักฐานในการลงบัญชี อันจะเป็นผลให้การแสดงที่มาของรายได้และรายจ่ายของพรรคไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 83
1.3 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบการดำเนินการใช้จ่ายเงินที่พรรคเกษตรกรได้รับการสนับสนุนแล้ว ปรากฏว่า พรรคเกษตรกรได้มอบหมายให้นายบุญอิทธิพล ชินราช เลขาธิการพรรคในขณะนั้น นำเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค ที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง งวดที่ 1 และงวดที่ 2 ปี 2544 จำนวน 22 สาขา ส่งให้สาขาพรรคเกษตรกร ตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ลงวันที่ 4 เมษายน 2544 แต่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่สาขาพรรคเกษตรกรตั้งอยู่ ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 42 สาขา ปรากฏว่า สาขาพรรคไม่ได้รับเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค งวดที่ 1-4 ของปี 2544 และงวดที่ 1 ของปี 2545 มีจำนวน 12 สาขา และสาขาพรรคได้รับเงินสนับสนุนเพียงบางส่วนมีจำนวน 30 สาขา นายบุญอิทธิพล ชิณราช อดีตเลขาธิการพรรคเกษตรกร รับว่าได้รับมอบจากพรรคเกษตรกรให้ดำเนินการดังกล่าวจริง จาการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่สาขาพรรคเกษตรกรตั้งอยู่ ปรากฏว่า พรรคเกษตรกรไม่ส่งเงินที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง งวดที่ 3 และงวดที่ 4 ปี 2544 และงวดที่ 1 ปี 2545 ให้แก่สาขาพรรคเกษตรกร และพบว่ามีการปลอมใบสำคัญรับเงินและสาขาพรรคได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ในใบสำคัญรับเงิน นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่า พรรคเกษตรกรใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62
1.4 กรณีพรรคเกษตรกรรายงานการใช้จ่ายเงินในรอบปี 2544 ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยระบุข้อความในรายงาน ดังนี้
" ข้อ 2.2.2 สาขาพรรคที่ได้รับการสนับสนุนเป็นการทั่วไป (600 บาท/เดือน) ( ข้อ 9(2))
(1) สาขาพรรคลำดับที่ 1-22 ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2544 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158,400 บาท"
" ข้อ 2.2.4 สาขาพรรคที่ขอรับการสนับสนุน ตาม ข้อ 2.2.1, 2.2.2 และพรรคไม่ได้ดำเนินการส่งเงินให้ประกอบด้วย
(1) สาขาพรรคลำดับที่ -
เหตุที่ไม่ได้ส่งให้ -
จำนวนเงิน - บาท โดยพรรค"
ในรายงาน ข้อ 2.2.2 พรรคเกษตรกรได้จ่ายเงินในอัตราเหมาจ่าย 600 บาท/เดือน จำนวน 22 สาขาพรรค ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2544 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158,400 บาท แต่พรรคเกษตรกรได้รายงานใน ข้อ 2.2.4 ว่า ไม่มีสาขาพรรคที่ขอรับการสนับสนุนเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคและพรรคเกษตรกรยังไม่ดำเนินการส่งเงินให้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรวจสอบ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงมีความเห็นว่า พรรคเกษตรกรจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงิน ในรอบปี 2544 ไม่เป็นไปตามความเป็นจริงตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 จึงมีเหตุให้ยุบพรรคเกษตรกรตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคเกษตรกร
2. พรรคเกษตรกร ผู้ถูกร้องได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ลงวันที่ 21 มีนาคม 2546 สรุปได้ว่า
2.1 พรรคเกษตรกร เป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นพรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ และ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 328 (4) และ (5) บัญญัติให้หลักประกันสำคัญแก่พรรคการเมือง รับรองสนับสนุนการจัดตั้ง และการพัฒนาสาขาพรรคการเมืองโดยรัฐ และให้การสนับสนุนการเงินหรือประโยชน์แก่พรรคการเมืองโดยรัฐ แต่เหตุการณ์ผ่านมาเป็นเวลา 5 ปี นับแต่การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคเกษตรกร เห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 และประกาศต่างๆ ของนายทะเบียนพรรคการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับการสนับสนุน และให้เงินอุดหนุนพรรคการเมือง มีข้อบกพร่องขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมืองและการบริหารงานเป็นอย่างยิ่ง พรรคเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล สาขาพรรคเป็นเพียงส่วนประกอบ มีหน้าที่ทำตามนโยบายพรรค ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดทางบัญชี รายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 37 และ มาตรา 38 ส่วนการจัดการบริหารการเงินของสาขาพรรคการเมือง ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อบังคับของพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง อำนาจการบริหารจัดการพรรคการเมือง เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้ออกระเบียบที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสาขาพรรคไว้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 และไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามพรรคการเมืองออกระเบียบในการบริหารจัดการพรรคการเมือง ซึ่งสาระสำคัญของระเบียบนี้ เป็นการจัดระเบียบการเบิกจ่ายเงินของสาขาพรรค หากสาขาพรรคใดไม่เบิกเงินก็ยังคงมีอยู่ มิได้สูญหายไปแต่อย่างใด สามารถที่จะนำเงินนี้ใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง สอดคล้องกับประกาศของนายทะเบียน ตามประกาศนี้สามารถนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในกิจกรรมของสาขาพรรคการเมืองได้
2.2 การไปตรวจสอบสาขาพรรค นั้น เป็นการดำเนินการโดยพลการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องมิได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งในการตรวจสอบสาขาพรรคแต่อย่างใด ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่อให้เห็นเจตนาว่า เป็นการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพรรคการเมืองอย่างชัดแจ้ง ส่อให้เห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงาน และไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 62 แต่อย่างใด และไม่มีเหตุอันใดจะให้ศาลสั่งยุบพรรคเกษตรกร ตาม มาตรา 65 (5)
2.3 ผู้ถูกร้องได้ดำเนินการตาม มาตรา 62 คือได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 แล้ว พร้อมกับส่งเอกสารประกอบ โดยพรรคเกษตรกรได้รับเงินทั้งหมด 5 โครงการ เป็นเงิน 765,400 บาท มิใช่ได้รับเงินแต่เพียงเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค เท่านั้น และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองใช้จ่ายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินที่ไดรับการสนับสนุน ดังนั้น มาตรา 59 จึงขัดหรือแย้งกับคำร้องของผู้ร้องทุกประการ การดำเนินการตาม มาตรา 62 ของผู้ถูกร้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่นเดียวกับการจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตาม มาตรา 35 และพรรคเกษตรกรได้ดำเนินการตามความใน มาตรา 62 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2545 จนเวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองผู้ร้องควรจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2545 ตามเงื่อนเวลาที่กฎหมายกำหนด
2.4 ผู้ถูกร้องเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่สามารถใช้อำนาจกึ่งตุลาการ อีกทั้งไม่สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีอยู่ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาและความไม่เที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ในหลายๆ กรณี เป็นความผิดในการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 (3) และอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อโต้แย้งต่างๆ ปรากฏตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 19 พึงใช้อำนาจในนามคณะกรรมการเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อโต้แย้งต่างๆ และถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เข้าใจและไม่สามารถกระทำได้ ความสุจริตเที่ยงธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ การกระทำของนายทะเบียนพรรคการเมืองและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าข่ายการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรณี รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ เป็นการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา และเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้อง
3.นายทะเบียนพรรคการเมืองผู้ร้องยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 สรุปได้ว่า
3.1 ตามที่ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า การจัดการบริหารการเงินของสาขาพรรคเป็นอำนาจหน้าที่ของพรรคการเมือง ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อบังคับของพรรคเกษตรกร อำนาจการบริหารจัดการพรรคการเมืองเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค พรรคเกษตรกรจึงออกระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ฯ ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 และไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามมิให้พรรคการเมืองออกระเบียบในการบริหารจัดการพรรคการเมือง โดยสาระสำคัญของระเบียบนี้ เป็นการจัดระเบียบการเบิกจ่ายเงินของสาขาพรรค ซึ่งสาขาพรรคใดไม่เบิกเงินก็ยังคงมีอยู่ มิได้สูญหายแต่อย่างใด และสามารถนำเงินนี้ใช้ประโยชน์ในกิจการของพรรคการเมือง และสาขาพรรคการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับประกาศของนายทะเบียนที่ให้นำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในกิจกรรมของสาขาพรรคการเมืองได้นั้น ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องมีสิทธิที่จะออกประกาศหรือระเบียบต่างๆ เพื่อความสะดวกและมีประสิทธิภาพในการจัดการบริหารภายในของพรรคได้ แต่การออกระเบียบต้องออกภายใต้บังคับของกฎหมาย ผู้ถูกร้องอ้างว่าการใช้เงินของพรรคสอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเป็นการชี้แจงที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง กล่าวคือ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนค่าไปรษณียากร และค่าสาธารณูปโภคให้แก่พรรคการเมือง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2545 ข้อ 17 ซึ่งกำหนดให้ พรรคการเมืองใดที่ไม่ได้จ่ายเงินที่ได้รับการจัดสรร หรือเมื่อครบปีมีเงินเหลือจ่ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ให้เงินที่เหลือตกเป็นของกองทุน เว้นแต่สาขาของพรรคการเมืองใดมีเงินเหลือจ่ายจากการใช้จ่ายตาม ข้อ 5 (2) สาขาพรรคการเมืองนั้นจะนำเงินที่เหลือจ่ายดังกล่าวไปใช้จ่ายในการดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อพัฒนาสาขาพรรคการเมืองได้" แต่กรณีของผู้ถูกร้องข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวคือ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 17 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องส่งเงินให้สาขาพรรคเต็มตามจำนวนและหากสาขาพรรคใช้จ่ายไม่หมดในสิ้นปี จึงเป็นเงินเหลือจ่าย ที่สาขาพรรคจะนำเงินไปพัฒนาสาขาพรรคได้ แต่กรณีของผู้ถูกร้อง เป็นเงินที่ผู้ถูกร้องมิได้ส่ง หรือส่งให้แก่สาขาพรรคเพียงบางส่วนไม่เต็มจำนวนที่สาขาพรรคจะต้องได้รับเงินสนับสนุน จึงไม่ใช่เงินเหลือจ่ายตามความหมายของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 17 ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงไม่สามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในกิจการอื่นตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างได้ ผู้ถูกร้องจะต้องคืนเงินที่มิได้ใช้จ่าย หรือที่มิได้ส่งให้แก่สาขาทั้งหมดคืนแก่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ตาม ข้อ 18 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคให้แก่พรรคการเมือง ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544
3.2 กรณีที่ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า การที่พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบสาขาพรรค โดยผู้ถูกร้องมิได้มอบหมายให้ดำเนินการหรือได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน จึงเป็นการดำเนินการ โดยพลการอันเป็นการส่อให้เห็นเจตนาว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพรรคการเมือง และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานนั้น ผู้ร้องเห็นว่า เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรายงานการส่งเงิน งวดที่ 1-4 ของปี 2544 และงวดที่ 1 ของปี 2545 แล้วพบว่า มีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักฐานการส่งเงินว่า สาขาพรรคได้รับเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคจากพรรคเกษตรกรหรือไม่ อย่างไร ผู้ร้องจึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่สาขาพรรคนั้นตั้งอยู่ ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 6 และ มาตรา 7 การดำเนินการดังกล่าวของผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย มิได้ดำเนินการโดยพลการอันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้ถูกร้อง แต่อย่างใด
3.3 กรณีที่ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า พรรคเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ทั้งหมด 5 โครงการ มิใช่แต่เพียงได้รับเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค เท่านั้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าให้พรรคการเมืองใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินที่ได้รับ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 59 ซึ่งผู้ถูกร้องได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนของพรรคการเมืองแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินสนับสนุนที่ได้รับ จึงตัดคำร้องของนายทะเบียนทุกประการ นั้น ผู้ร้องเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกร้องไม่เป็นไปตามกฎหมายเนื่องมาจาก มาตรา 59 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับเรื่องเงินที่ได้รับการสนับสนุนในส่วนของแผนงานและโครงการ แต่กรณีของผู้ถูกร้องเป็นเงินสนับสนุนในส่วนค่าไปรษณียากร และค่าสาธารณูปโภค ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 61
3.4 กรณีที่ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ได้ดำเนินการรายงานการใช้จ่ายเงินตาม มาตรา 62 เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 ซึ่งถ้าผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ต้องยื่นคำร้องนับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2545 คำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองล่วงเลยระยะเวลากว่า 1 ปี แล้วนั้น ผู้ร้องเห็นว่า ผู้ร้องได้รับรายงานการใช้จ่ายเงินของผู้ถูกร้องตาม มาตรา 62 ในรอบปี 2544 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบเอกสาร และการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องเข้าข่ายกระทำการอันเป็นความผิดหรือไม่ และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับทราบรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย และพบว่า ผู้ถูกร้องมีการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้อง ที่ประชุมคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ได้มติครั้งที่ 6/2545 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและเห็นชอบตามมติของที่ประชุม คณะกรรมการด้านกิจการพรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 ว่าผู้ถูกร้องมีความผิดดังต่อไปนี้
(1) ความผิดฐานจัดทำบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับ และแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย รวมทั้งการจัดทำบัญชีแยกประเภทไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อันเป็นความผิดตาม มาตรา 37 และ มาตรา 38 (1) (3) มีโทษตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 83
(2) ความผิดฐานใช้จ่ายเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามความเป็นจริงอันเป็นความผิดตาม มาตรา 62 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคตาม มาตรา 65 (5)
(3) ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตาม มาตรา 137 ประกอบกับมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ตาม มาตรา 265 และ มาตรา 268 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้รับรายงานการใช้จ่ายเงินตาม มาตรา 62 ในรอบปี 2544 ของผู้ถูกร้อง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 จึงมิได้หมายความว่าในวันที่ดังกล่าวจะถือเป็นวันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ทราบเหตุแห่งการยุบพรรคแล้ว แต่เป็นเพียงขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร และสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องเข้าข่ายกระทำการอันเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 6 การจะนับว่าเมื่อใดจะถือได้ว่า ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องถือวันที่ผู้ร้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่า มีเหตุแห่งการยุบพรรคและหากผู้ร้องเห็นชอบ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดทำคำร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ความปรากฏต่อผู้ร้องต่อไป กรณีของผู้ถูกร้องนั้นผู้ร้องได้เห็นชอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคเกษตรกร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 จึงเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 การยื่นคำร้องจึงไม่เกินสิบห้าวัน ตามที่กฎหมายกำหนด
4. ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 สรุปได้ว่าตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีสาระสำคัญในการให้เงินอุดหนุน หรือสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 61 และ มาตรา 62 ผู้ถูกร้อง พบข้อบกพร่องในการให้เงินสนับสนุนและอื่นๆ แก่พรรคการเมืองขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งและระเบียบต่างๆ ของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง มิได้เอื้อประโยชน์ในการพัฒนาพรรคการเมือง โดยเฉพาะในการจัดตั้งและพัฒนาสาขาพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากได้รับสิทธิประโยชน์มาก จากประกาศและระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งและกองทุนกำหนดหลักเกณฑ์ไว้เป็นการเอาเปรียบทั้งการสนับสนุนทางการเงินและอื่นๆ ในการเลือกตั้ง ขาดความเสมอภาคในการจัดสรรเงินไม่เท่าเทียมกัน เลือกปฏิบัติอันมีความแตกต่างกันมากในสิทธิประโยชน์ที่พรรคการเมืองพึงได้รับ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่การปฏิรูปทางการเมือง และการพัฒนาพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พรรคเกษตรกรไม่สามารถพัฒนาและสร้างสรรค์ให้พรรคการเมืองก้าวหน้า ผู้ถูกร้องอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 20 และ มาตรา 32 โดยให้สาขาพรรคการเมืองมีหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับของพรรคการเมืองตามที่ได้รับมอบหมาย การที่ผู้ร้องชี้แจงว่า ประกาศหรือระเบียบของพรรคผู้ถูกร้องไม่สอดคล้องต่อกฎหมายและระเบียบของกองทุนฯ นั้น เป็นความเข้าใจผิด ประกาศหรือระเบียบของพรรคผู้ถูกร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 ชอบด้วยกฎหมายที่กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีอำนาจรับเงินแทนสาขาพรรค การกำหนดนโยบายให้สาขาพรรคถือปฏิบัติในการทำบัญชี และการเบิกจ่ายเงิน หรือการบริหารเงินที่เหลือจ่ายใดๆ ที่พึงมีสามารถนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาสาขาพรรคหรือจ่ายด้านอื่นๆ ตามความที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 61 ได้ จึงชอบด้วยกฎหมาย การใช้กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 61 และการวางหลักเกณฑ์ต้องไม่ละเมิดสิทธิและประโยชน์ที่กฎหมายรับรองไว้ หากสำคัญผิดก็ย่อมเกิดปัญหาตามมาภายหลัง ก่อให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติ การได้รับเงินจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองแยกได้ 2 ส่วน คือตาม มาตรา 58 และ มาตรา 61 สำหรับระเบียบและวิธีการต้องชัดเจนไม่ขัดต่อกฎหมาย ผู้ถูกร้องเห็นว่า การได้รับเงินจัดสรรและการใช้จ่ายเงินตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบัญญัติต้องเป็นไป ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติและรับรองให้พรรคการเมืองได้รับสิทธิและประโยชน์ กรณีตาม มาตรา 61 มีสาระโดยรวม 3 ประการ คือ
(1) รายได้และรายจ่ายค่าไปรษณียากรให้แก่พรรคการเมือง
(2) รายได้และรายจ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภคให้แก่พรรคการเมือง
(3) รายได้และรายจ่ายด้านอื่นๆ เพื่อดำเนินกิจการพรรคการเมือง
รายได้และรายจ่ายต่างๆ ตาม มาตรา 61 นี้ถือว่าเป็นรายได้ที่ได้รับการจัดสรรตามสิทธิและประโยชน์ที่พรรคการเมืองและสาขาพรรคพึงได้รับ เช่นเดียวกันกับรายได้รายจ่ายตาม มาตรา 58 ซึ่งภายใต้การบังคับการใช้จ่ายใน มาตรา 59 พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายสนับสนุนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้รับการจัดสรร ใน มาตรา 61 คำว่า รายจ่ายด้านอื่นๆ มีความหมายอย่างกว้างพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่และสามารถจ่ายได้ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างไม่มีขีดจำกัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น และ มาตรา 61 ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา นั้น ผู้ถูกร้องต้องได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนแต่ในข้อเท็จจริงการจัดสรรในปี 2545 ผู้ถูกร้องได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 388,800 บาท แต่ได้รับเงินเพียง 79,600 บาท (ได้รับเงินงวดเดียว) เมื่อขอเบิกก็เพิกเฉย ส่อให้เห็นเจตนาอันไม่สุจริตและปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้ออ้างว่ามีการชะลอการจ่ายเงินซึ่งเป็นระเบียบที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย ทั้งๆ ที่เดิมเคยจ่ายครั้งเดียวหมดทุกรายการ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของพรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 328 ให้หลักประกันแก่พรรคการเมืองในการจัดตั้งและพัฒนาสาขาพรรค ในปี 2543 พรรคเกษตรกรได้มีการจัดตั้งสาขาพรรค 54 สาขา ใช้เงินไป 161,000 บาท จึงพึงได้รับสิทธิและประโยชน์ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากอาศัยบทบัญญัติตาม มาตรา 61 ผู้ถูกร้องย่อมสามารถจ่ายเพื่อการจัดตั้งและพัฒนาสาขาพรรคการเมืองในรายการรายจ่ายอื่นๆ ได้ หรือชดใช้การจ่ายเงินที่ได้จ่ายไปเพื่อกิจกรรมนี้ได้โดยชอบ การที่ผู้ร้องมีคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องใช้เงินตาม มาตรา 61 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงประกาศและนโยบายของผู้ถูกร้อง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 61 ผู้ถูกร้องจึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินและมีสิทธิที่จะได้ใช้จ่ายเงินปี 2544 จำนวน 158,400 บาท และในปี 2545 จำนวน 388,800 บาท เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาสาขาพรรคหรือใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ในกิจการของพรรคการเมืองได้ซึ่งเท่ากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองยังค้างหนี้ที่ต้องชำระหนี้ส่งเงินคืนให้แก่ผู้ถูกร้องตามแผนงานและโครงการปี 2545 ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ปี 2546 ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ รวมทั้งค่าเสียหายที่ผู้ถูกร้องขาดโอกาสในการพัฒนาพรรคการเมือง อีกจำนวนหนึ่งด้วย และต้องชำระหนี้ตาม มาตรา 61 ให้แก่ผู้ถูกร้อง ตามสิทธิในปี 2545 ที่ค้างชำระ เป็นเงิน 291,600 บาท รวมตลอดถึงสิทธิที่พึงได้รับเงินในปี 2546 ให้ครบถ้วนด้วย ตาม มาตรา 58 และ มาตรา 61 เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ และผู้ถูกร้องได้ดำเนินการตามบทบัญญัติ มาตรา 62 ถูกต้องแล้ว ผู้ร้องก็ยอมรับแล้วว่า ได้รับเอกสารรายงานการใช้จ่ายเงินของผู้ถูกร้องไว้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2545 ผู้ร้องต้องดำเนินการต่อผู้ถูกร้องตามความผิดกรณีการใช้จ่ายเงินที่มีข้อบกพร่องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา 63 เท่านั้น จึงจะชอบด้วยกฎหมาย
พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและเอกสารประกอบคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคเกษตรกรตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) เนื่องจากไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 62 ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
" มาตรา 62 บัญญัติว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนให้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงและยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป"
" มาตรา 65 บัญญัติว่า พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
(2) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงสิบห้าคน
(3) มีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่นตามหมวด 5
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง
(5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62
เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้วให้นายทะเบียนประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 เกี่ยวกับเงินสนับสนุนในเรื่องค่าไปรษณียากร ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและด้านอื่นๆ ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 61 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้จ่ายเงินเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งต่อมาได้มีประกาศของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เรื่องวิธีการเบิกจ่ายเงินค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคของพรรคการเมือง ลงวันที่ 4 เมษายน 2544 ข้อ 4 กำหนดว่า เมื่อพรรคการเมืองได้รับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคของสาขาพรรคการเมืองตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคให้แก่พรรคการเมืองแล้ว ให้พรรคการเมืองส่งเงินให้สาขาพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการส่งเงินจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อพรรคการเมืองได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว พรรคการเมืองต้องรายงานการส่งเงินให้แก่สาขาพรรคการเมืองให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ไดส่งเงินให้แก่สาขาพรรคการเมือง" ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ถูกร้องได้รับเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากร ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภค และด้านอื่นๆ ในปี 2544 จำนวน 158,400 บาท จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง งวดที่ 1-2 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 งวดที่ 3 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 และงวดที่ 4 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 แล้ว ไม่ดำเนินการส่งเงินดังกล่าวให้สาขาพรรคให้ครบทุกสาขาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการส่งเงิน และไม่แจ้งรายงานการส่งเงินให้แก่สาขาพรรคให้ผู้ร้องทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งเงินให้แก่สาขาพรรค จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 ที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า การจัดการบริหารการเงินของสาขาพรรค เป็นอำนาจหน้าที่ของพรรคการเมืองซึ่งปรากฏอยู่ในข้อบังคับของพรรคผู้ถูกร้องตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสาขาพรรค ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พรรคการเมืองออกระเบียบในการบริหารจัดการพรรคการเมือง นั้น ไม่สามารถรับฟังมาเป็นข้อหักล้างการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เรื่องวิธีการเบิกจ่ายค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภคของพรรคการเมือง ลงวันที่ 4 เมษายน 2544 ได้ จึงเป็นการไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62
ข้อที่ว่า ผู้ถูกร้องรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี 2544 ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 หรือไม่ นั้น พิจารณาแล้ว ผู้ถูกร้องรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคผู้ถูกร้องประจำปี 2544 ว่า สาขาพรรคลำดับที่ 1-22 ได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงธันวาคม 2544 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158,400 บาท แต่จากการตรวจสอบของผู้ร้องพบว่า มีสาขาพรรคที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค งวด 1-4 ของปี 2544 จำนวน 12 สาขา และได้รับเงินบางส่วน 30 สาขา และมีการปลอมใบสำคัญการรับเงินของกรรมการสาขาพรรคที่ให้การว่า ลายมือชื่อที่ลงในใบสำคัญการรับเงิน ไม่ใช่ลายมือของตน ข้อนี้ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นเรื่องความผิดพลาดทางบัญชี ลงรายรับและรายจ่ายไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 37 และ มาตรา 38 และการตรวจสอบสาขาพรรคเป็นการดำเนินการโดยพลการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยไม่แจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบ ส่อให้เห็นว่า เป็นการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพรรคการเมืองไม่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 และ มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำชี้แจงผู้ถูกร้องเป็นการยอมรับอยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2544 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จึงเป็นการไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 อีกกรณีหนึ่ง
สำหรับปัญหาที่ว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคเกษตรกรผู้ถูกร้องภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง หรือไม่ นั้น ผู้ถูกร้องอ้างว่า ได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนปี 2544 ไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 แล้ว โดยผู้ร้องควรจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2545 แต่ได้ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งปี จึงเกินกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น เห็นว่า วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองตาม มาตรา 65 วรรคสอง คือ วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่ามีเหตุให้ยุบพรรคการเมือง มิใช่นับแต่วันที่พรรคการเมืองยื่นรายงานการจ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด
ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 12 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจิต บุญบงการ นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคเกษตรกรได้ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 1 คน คือ นายมานิต วิทยาเต็ม วินิจฉัยให้ยกคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะการรวมตัวของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ การที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กำหนดให้มีการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองนั้น ควรมีวิธีการตรวจสอบควบคุม หากมีการใช้เงินไม่ถูกต้องก็ควรงดการสนับสนุนและเรียกเงินคืน พร้อมทั้งดำเนินคดีแพ่งและอาญาตามลักษณะและพฤติการณ์ของการกระทำความผิด การที่ให้ยุบพรรคการเมืองเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการบังคับเกินกว่าเหตุ ทำให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรคที่ไม่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่พึงรับบังคับให้
โดยเหตุดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง มีคำสั่งให้ยุบพรรคเกษตรกร


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมานิต วิทยาเต็ม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุธี สุทธิสมบูรณ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update