กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40-41/2546
:: วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2546
:: เรื่อง ศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งของผู้ร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 กรณีพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 32 มาตรา 48 และ มาตรา 235 หรือไม่

ศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งของผู้ร้องคัดค้าน รวมสองคำร้อง คือ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ. 3/2544 และในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ฟ. 5/2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ข้อเท็จจริงตามคำร้องทั้งสองและเอกสารประกอบ สรุปได้ ดังนี้
1. คำร้องที่หนึ่ง พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิดของนายไมเคิล ชาร์ส เมสคอล ผู้ร้องคัดค้านที่หนึ่ง (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ผู้ร้องที่หนึ่ง) กับพวก รวมแปดคน ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) แจ้งว่า ผู้ร้องที่หนึ่งซึ่งมีพฤติการณ์ด้านยาเสพติดและถูกจับกุมที่ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ตามหมายจับของประเทศอิตาลี จากการสืบสวนพบว่า ผู้ร้องที่หนึ่งมีทรัพย์สินส่วนหนึ่งเป็นเงินสดฝากไว้ในบัญชีธนาคารในประเทศไทย และยังครอบครองโฉนดที่ดินในประเทศไทยซึ่งเชื่อว่าซื้อในนามของบุคคลอื่นจำนวนหลายแปลง คณะกรรมการธุรกรรมได้อาศัยอำนาจตามความใน พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ เข้าตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ร้องที่หนึ่งแล้วดำเนินการยึดทรัพย์สินดังกล่าวต่อจากนั้นได้ประชุมพิจารณาความ 2 ครั้งและมีความเห็นว่า เป็นกรณีที่ปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่า เงินและทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3 จึงมีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไปตามนัย มาตรา 49 และด้วยเหตุที่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแสดงว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของ หรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของ หรือผู้รับโอนทรัพย์สินในคดีนี้เป็นผู้เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานอันเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 51 วรรคสอง บรรดาเงินและทรัพย์สินทั้งหมดในคดีนี้จึงเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดและได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต พนักงานอัยการจึงขอให้ศาลแพ่งสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
ผู้ร้องที่หนึ่งกับพวก รวมแปดคน ยื่นคำโต้แย้ง ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2544 ต่อศาลแพ่งสรุปได้ว่า
1.1 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เนื่องจากการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการริบทรัพย์สินซึ่งเป็นโทษทางอาญาประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติ มาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ การที่พนักงานอัยการอ้างว่า การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามหมวด 6 นี้ เป็นมาตรการทางแพ่งไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 32 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากการใช้สิทธิทางแพ่งเพื่อให้บุคคลอื่นส่งมอบทรัพย์สินให้มีเพียง 5 กรณีเท่านั้น คือ สัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ และหนี้ เมื่อการมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นโทษทางอาญาแล้ว ย่อมไม่สามารถใช้กับการกระทำผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ซึ่ง มาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป ซึ่งการกระทำความผิดมูลฐานที่พนักงานอัยการใช้อ้างในการขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินของผู้ร้องที่หนึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับทั้งสิ้น โดยครั้งสุดท้ายถูกจับตามหมายจับ ลงวันที่ 19 เมษายน 2542 ดังนั้น การที่จะใช้บทบัญญัติตามหมวด 6 บังคับแก่คดีนี้ เป็นการใช้กฎหมายอาญามาลงโทษแก่บุคคลย้อนหลัง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
1.2 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 เพราะเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินของบุคคลเกินกว่าเท่าที่จำเป็น และกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ เนื่องจากคดีของผู้ร้องที่หนึ่งยังไม่มีการฟ้องดำเนินคดีต่อศาล จึงยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องที่หนึ่งได้กระทำผิดตามความผิดมูลฐานแต่อย่างใด นอกจากนี้ การขอให้ทรัพย์สินของผู้ร้องที่สองถึงที่เจ็ดตกเป็นของแผ่นดินด้วยข้อเท็จจริงและอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัตินี้ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ร้องทั้งแปด เนื่องจากการที่รัฐบังคับเอาทรัพย์สินของบุคคลซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิดของบุคคลนั้น เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินของบุคคลเกินกว่าเท่าที่จำเป็น และกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สิน ดังที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29
1.3 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 เพราะเป็นบทบัญญัติให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาความผิดทางอาญาซึ่งการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอันเป็นโทษทางอาญาได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานอันเป็นความผิดในคดีอาญาตามคำนิยามของ มาตรา 3 หรือไม่ ซึ่งศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาจะมีหลักในการรับฟังพยานแตกต่างจากคดีแพ่งจึงเห็นว่า ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญา คือ ศาลอาญาซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 19 บัญญัติให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น และให้ศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง ดังนั้น การที่พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 บัญญัติให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
2. คำร้องที่สอง พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางทยอย หรือโจ หรือจอย รัตนกิจ ผู้ร้องคัดค้านที่หนึ่ง (ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า ผู้ร้องที่หนึ่ง) กับพวก รวมห้าคน ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบทรัพย์สินผู้ร้องที่หนึ่งซึ่งต้องหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ที่ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ในการตรวจสอบทรัพย์สินปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องที่หนึ่ง มีทรัพย์สิน 23 รายการซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติ มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จึงมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าว และแจ้งให้พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรียื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรีเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งในส่วนการดำเนินคดีอาญากับผู้ร้องที่หนึ่งนั้น ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ให้ยกฟ้องผู้ร้องที่หนึ่งโดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า ผู้ร้องที่หนึ่งกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ร้องที่หนึ่งในกรณีดังกล่าว จึงสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติ มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 32 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ร้องที่หนึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) จึงส่งข้อมูลให้ดำเนินการต่อไป
คณะกรรมการธุรกรรมตาม พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ในการประชุมครั้งที่ 3/2544 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ร้องที่หนึ่งไว้ชั่วคราว ต่อมา ในการประชุมครั้งที่ 7/2544 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ปปง. รวบรวมแล้ว เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวที่คณะกรรมการธุรกรรมได้ยึดและอายัดไว้ชั่วคราวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกินฐานะในการประกอบอาชีพโดยสุจริตหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ และเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
พนักงานอัยการได้ตรวจสอบและพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ และพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องที่หนึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 3 แม้ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษาให้ยกฟ้องผู้ร้องที่หนึ่ง แต่ก็มิได้วินิจฉัยว่า มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ยกฟ้องเพราะเหตุที่พยานโจทก์ตกอยู่ในความสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องที่หนึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีดังกล่าว ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องที่หนึ่งเคยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดมาก่อน กล่าวคือ ก่อนที่เจ้าพนักงานจะจับกุมดำเนินคดีในคดีดังกล่าว เจ้าพนักงานได้ทำการจับกุมพร้อมยาเสพติดของกลางจำนวนมาก อนึ่ง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 58 บัญญัติว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดใดได้มีการดำเนินการตามกฎหมายอื่นแล้วแต่ไม่เป็นผลหรือการดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ พนักงานอัยการจึงขอให้ศาลแพ่งสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
ผู้ร้องที่หนึ่งกับพวก รวมห้าคน ยื่นคำโต้แย้ง ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ต่อศาลแพ่งสรุปได้ว่า
2.1 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เพราะเป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังในทางที่เป็นโทษแก่บุคคล เนื่องจากคำร้องของพนักงานอัยการที่อ้างไว้ข้างต้นนั้น ผู้ร้องที่หนึ่งกับพวก เห็นว่า การให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน คือ การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือการริบทรัพย์สินซึ่งเป็นโทษทางอาญานั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายในขณะนั้นบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดตามนัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
การที่พนักงานอัยการอ้างว่า การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 เป็นมาตรการทางกฎหมายแพ่งที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ย่อมไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีที่รัฐหรือบุคคลจะใช้สิทธิทางแพ่งเพื่อให้บุคคลส่งมอบทรัพย์สินให้ ต้องเป็นกรณีที่รัฐกับบุคคลนั้นมีนิติสัมพันธ์ทางหนี้ต่อกันซึ่งตามกฎหมายมูลแห่งหนี้มีเพียง 5 กรณี เท่านั้น คือ สัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ หนี้ ดังนั้น การขอให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นตกเป็นของแผ่นดินตามคำสั่งศาลโดยที่บุคคลไม่มีนิติสัมพันธ์ทางหนี้กับรัฐ จึงไม่อาจกล่าวเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นการที่รัฐลงโทษทางอาญาแก่บุคคลนั้น และเมื่อการริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาแล้ว ย่อมไม่สามารถใช้กับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มีผลใช้บังคับจากข้อเท็จจริงผู้ร้องที่หนึ่งถูกเจ้าพนักงานจับกุมและถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเกิดขึ้นก่อน พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มีผลใช้บังคับ คือ วันที่ 19 สิงหาคม 2542 นอกจากนี้ มาตรา 58 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่เจ้าพนักงานโดยเปิดกว้างในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดินซึ่งเป็นโทษทางอาญาโดยมิได้คำนึงว่า ขณะที่กระทำความผิดนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดหรือไม่ หรือการกระทำนั้นเป็นความผิดตามบทกฎหมายหรือไม่ หรือความผิดมูลฐานจะถูกศาลพิพากษายกฟ้องแล้วก็ตามอันเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ซึ่งคดีที่ผู้ร้องที่หนึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น ศาลได้พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าผู้ร้องที่หนึ่งไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษทางอาญา การที่จะนำพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 58 มาใช้บังคับลงโทษทางอาญาโดยการริบทรัพย์สินหรือให้ทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งห้าตกเป็นของแผ่นดิน จึงถือได้ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
2.2 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 และ มาตรา 29 เพราะเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเกินกว่าเท่าที่จำเป็น และกระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพ เนื่องจากศาลได้พิพากษายกฟ้องผู้ร้องที่หนึ่งและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (คณะกรรมการ ปปง.) ได้มีมติให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งห้าไว้ชั่วคราวและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 48 และ มาตรา 49 ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่คณะกรรมการธุรกรรมมากเกินไปเกิดการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติได้ ทำให้สิทธิในทรัพย์สินของบุคคลไม่ได้รับการคุ้มครอง กล่าวคือการที่เจ้าหน้าที่กระทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งห้า ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดและมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด แต่ถูกสันนิษฐานโดยบทบัญญัติของกฎหมายจนได้รับความเดือดร้อนถือว่าเป็นการบังคับเอาทรัพย์สินของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 จึงเห็นว่าเป็นการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเกินกว่าที่จำเป็น และเป็นการกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 รับรองไว้
2.3 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 เพราะเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาคดีอาญา กล่าวคือ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ได้ศาลจะต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานซึ่งเป็นความผิดในคดีอาญาตามคำนิยามใน มาตรา 3 หรือไม่ ซึ่งศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาจะมีหลักในการรับฟังพยานแตกต่างจากคดีแพ่ง ดังนั้นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญา คือ ศาลอาญา นอกจากนี้ การที่พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 บัญญัติเพียงว่าการดำเนินการทางศาล ตามหมวด 6 ที่ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง และให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการพิจารณาของศาลต้องพิจารณาบทบัญญัติมาตราอื่นที่ไม่อยู่ในหมวดนี้ด้วย ศาลแพ่งจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ดังนั้น พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 ที่บัญญัติให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดี จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
3. ผู้ร้องทั้งสองคำร้องยื่นคำร้อง ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2544 และวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ต่อศาลแพ่งเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยประเด็นเดียวกันว่า
ประเด็นที่หนึ่ง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 หรือไม่
ประเด็นที่สอง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 หรือไม่
ประเด็นที่สาม พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 หรือไม่
4. ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งความเห็นของผู้ร้องทั้งสองคำร้องผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมไปตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
5. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งตามทางการ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้พิจารณาและมีประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน จึงให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน
6. เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายฟอกเงิน คือ รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนของสำนักงาน ปปง. คือ พันตำรวจเอก พีรพันธุ์ เปรมภูติ เลขาธิการ ปปง. พันตำรวจเอก ยุทธบูล ดิสสะมาน รองเลขาธิการ ปปง.และคณะ มาชี้แจงแสดงความคิดเห็นเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 แห่ง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะการดำเนินการในทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตกเป็นของแผ่นดิน และการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินของต่างประเทศแล้ว สรุปได้ดังนี้
6.1 รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ฯ ชี้แจงว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีลักษณะแตกต่างจากกฎหมายอื่น คือ ประการที่หนึ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดขึ้นมาทั้งโทษอาญา และมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่ง สำหรับโทษทางอาญา ความผิดฐานฟอกเงินตาม มาตรา 5 ได้แก่ จำคุก ปรับ และริบทรัพย์ทางอาญา โดยให้ดำเนินคดีต่อศาลอาญาหรือศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา ส่วนตามมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่งตามหมวด 6 ให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้ดำเนินคดีต่อศาลแพ่งและให้นำเอา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ เหตุผลที่นำมาตรการยึดทรัพย์ทางแพ่งมาใช้เนื่องจากข้อจำกัดของการริบทรัพย์สินทางอาญาที่จะต้องพิสูจน์ความผิดก่อนจึงจะบังคับโทษได้ ประกอบกับทรัพย์สินที่ริบทางอาญานั้นหากมีการปกปิด ซ่อนเร้น โอน หรือเปลี่ยนสภาพแล้วจะดำเนินการริบทรัพย์สินได้ยาก เมื่อการดำเนินการดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินทั้งสองเป็นคนละส่วนกัน ศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีจึงมีทั้งศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาและศาลแพ่ง ประการที่สอง เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายที่มุ่งดำเนินการทั้งบุคคลและทรัพย์สินพร้อมๆ กัน จึงมีมาตรการพิเศษ ได้แก่ มาตรการสมคบการรับโทษของการพยายามกระทำความผิดที่พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ต้องรับโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ และมาตรการผลักภาระการพิสูจน์ซึ่งนำมาใช้กับมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่งอันเป็นการดำเนินการทางแพ่งต่อตัวทรัพย์สิน (In Rem) และเป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญาต่อบุคคล (In Personam) จึงไม่ต้องอ้างอิงความผิดทางอาญาเพื่อเป็นเงื่อนไขในการยึดทรัพย์สินเพียงแต่อาศัยเหตุอันควรสงสัย (Probale Cause) ก็เพียงพอที่จะเริ่มกระบวนการยึดทรัพย์สินได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย แต่ใช้ "เหตุอันควรสงสัย" คือ พื้นฐานความเชื่ออย่างสมเหตุสมผลว่ามีความผิดเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมาจากการพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ พยานแวดล้อมคำรับสารภาพของเจ้าของทรัพย์สิน ผู้รับผิดชอบดูแลทรัพย์สิน หรือคำให้การของผู้ร่วมสมคบ เป็นต้น โดยเจ้าของทรัพย์สินจะต้องมีภาระในการแสดงตัวและพิสูจน์ว่าทรัพย์สินของตนไม่สมควรจะถูกยึดเพราะเหตุใด โดยใช้หลักผลักภาระการพิสูจน์ให้เจ้าของทรัพย์สิน ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ทรัพย์สินนั้นจะถูกยึดให้ตกเป็นของแผ่นดินและสามารถสาวไปถึงการโอนกี่ทอดต่อกี่ทอดได้
สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องมีคำโต้แย้งนั้น มีความเห็นสรุปได้ดังนี้
6.1.1 การดำเนินการกับทรัพย์สินในส่วนนี้เป็นมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่งไม่ใช่โทษทางอาญา จึงสามารถสืบย้อนรอยทรัพย์สินไปได้ตลอดสาย เพราะทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้น ถือเป็นทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายตั้งแต่วันเวลาที่ได้รับมาแล้วแม้เกิดขึ้นก่อน พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ใช้บังคับก็ตาม หากตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นยังคงมีอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ใช้บังคับ ก็สามารถดำเนินการกับตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นได้ เพราะเป็นมาตรการยึดทรัพย์ทางแพ่งไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
6.1.2 แม้พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติที่เป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลบางมาตรา แต่ก็ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 เพราะตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 37 วรรคสอง มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 50 วรรคสอง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญที่ให้กระทำได้ ซึ่งจะปรากฏในคำปรารภของพระราชบัญญัตินี้แล้ว
6.1.3 เนื่องจากมิได้เป็นการดำเนินคดีต่อตัวบุคคลในทางอาญา แต่เป็นมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่งซึ่งดำเนินการต่อทรัพย์สิน จึงให้ดำเนินคดีต่อศาลแพ่งและใช้วิธีพิจารณาความแพ่งมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้บังคับแก่คดีใดคดีหนึ่ง โดยเฉพาะแต่อย่างใด จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
6.2 พันตำรวจเอก พีรพันธุ์ เปรมภูติ เลขาธิการ ปปง. ชี้แจงสรุปได้ดังนี้
6.2.1 วัตถุประสงค์ของกฎหมายฟอกเงินของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของประเทศไทย เพื่อดำเนินการกับองค์กรอาชญากรรมยาเสพติดและผู้กระทำความผิดอาชญากรรมประเภทต่างๆ และเพื่อจัดการกับตัวทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล อันเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมของกลุ่มองค์กรอาชญากรรม โดยกำหนดให้การฟอกเงินเป็นความผิดทางอาญาแยกออกมาโดยเฉพาะ เรียกว่า Money Laundering Control Act of 1986 ทั้งนี้ กฎหมายเกี่ยวกับความผิดการฟอกเงินนี้เป็นส่วนหนึ่งของ The Anti - Drug Abuse Act of 1986 โดยมีมาตรการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คือ (1) มาตรการดำเนินการกับบุคคลในทางอาญาซึ่ง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ได้บัญญัติความผิดฐานฟอกเงินเป็นความผิดอาญาโดยเฉพาะ และต้องดำเนินการตามกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาปกติ และอยู่ในเขตอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีอาญา (2) มาตรการยึดทรัพย์ทางแพ่ง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญกับการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือเป็นมาตรการพิเศษเพื่อตัดวงจรประกอบอาชญากรรมต่อไปให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจแยกการดำเนินการเป็น 2 มาตรการ คือ มาตรการให้มีการยึดหรืออายัด หรือยับยั้งการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และมาตรการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนเป็นจำนวนมากและถือเป็นทรัพย์สินที่มีตำหนิ ผู้ใดจะมีไว้มิได้ โดยขั้นตอนการดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง
6.2.2 สำหรับกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินของประเทศไทยนั้น สืบเนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นความผิดสากลหรือความผิดข้ามชาติอันเนื่องมาจากเป็นภัยร้ายแรง จึงมีนโยบายที่จะมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาการฟอกเงิน ประกอบกับ พ.ศ. 2531 องค์การสหประชาชาติจัดการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและมีการประกาศใช้อนุสัญญากรุงเวียนนา 1988 ซึ่งกำหนดให้ประเทศที่จะเข้าเป็นภาคีสมาชิกจะต้องมีมาตรการในการจัดการกับการค้ายาเสพติด รวมทั้งบังคับให้มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้การฟอกเงินเป็นความผิดอาญาด้วย เพื่อตัดวงจรประกอบอาชญากรรมและขจัดแรงจูงใจในการค้าหากำไรจากการกระทำผิดอีกต่อไป เพื่อที่จะเป็นประเทศภาคีสมาชิก ประเทศไทยจึงได้มีการตรา พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2542 โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2542 เป็นต้นมา โดยวัถตุประสงค์ของพระราชบัญญัตินี้ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ คือ เพื่อดำเนินคดีกับตัวบุคคลที่กระทำความผิดอาญาฐานฟอกเงิน และเพื่อดำเนินคดีกับตัวทรัพย์สินซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผิดกฎหมายจึงกำหนดให้ดำเนินการทางแพ่ง เห็นได้ว่าพระราชบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์ที่จะเข้าดำเนินการกับตัวทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะได้มา ณ เวลาใด แม้จะทำการเปลี่ยนสภาพโอนจำหน่ายไปก็ไม่พ้นจากสภาพเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ เนื่องจากถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนับตั้งแต่เวลาที่มีการกระทำความผิด
6.2.3 สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องมีคำโต้แย้งนั้น มีความเห็นพอสรุปได้ดังนี้
(1) พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ แบ่งการดำเนินการเป็นสองประเภท คือ การดำเนินการกับบุคคลซึ่งมีโทษทางอาญาฐานฟอกเงิน และมาตรการยึดทรัพย์สินทางแพ่งตามหมวด 6 ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน โดยพิจารณาคำว่า "ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน" ตาม มาตรา 49 ประกอบกับนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ตาม มาตรา 3 แล้วเห็นได้ว่า เป็นการดำเนินการกับตัวทรัพย์สินโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลแต่อย่างใดจึงมิใช่เป็นเรื่องโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ดังนั้น ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแม้ได้มาก่อนที่ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ บังคับใช้ แต่หากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นยังคงมีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ใช้บังคับ ก็ดำเนินการกับตัวทรัพย์สินที่มีอยู่ในขณะที่มีกฎหมายใช้บังคับได้ เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดแล้ว ประกอบกับมิได้เป็นการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลจึงมิได้เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังแต่อย่างใด สำหรับกรณีของผู้ร้องที่มีการกระทำความผิดยาเสพติดในต่างประเทศและถูกจับกุมที่ต่างประเทศนั้น เมื่อมีการโอนเงินเข้ามาในประเทศไทยจึงเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้ที่กำหนดให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฟอกเงินแม้จะได้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรไทยได้ ดังนั้น ทรัพย์สินที่โอนมาจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานที่ดำเนินการทรัพย์สินดังกล่าวตามหมวด 6 ได้
(2) เมื่อ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ เป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่ได้ดำเนินคดีอาญากับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มีการดำเนินการกับตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดด้วย จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติบางประการเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่หากพิจารณาจากคำปรารภของกฎหมายที่ระบุไว้ว่า ได้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 มาตรา 27 มาตรา 48 และ มาตรา 50 ให้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในเรื่องนั้นๆ ได้
(3) เมื่อการดำเนินการตามหมวด 6 เป็นมาตรการที่ดำเนินการกับทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งเป็นมาตรการต่อทรัพย์สิน จึงเป็นคดีแพ่งมิใช่คดีอาญา การที่ให้ศาลแพ่งมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 59 จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 แล้ว
ตามคำร้องมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 32 มาตรา 48 และ มาตรา 235 หรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
" มาตรา 29 "การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม"
" มาตรา 32 "บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้"
" มาตรา 48 "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ"
" มาตรา 235 "การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทำมิได้"
พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
" มาตรา 48 "ในการตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินใดที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้คณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวมีกำหนดไม่เกินเก้าสิบวัน
ในกรณีจำเป็นหรือเร่งด่วน เลขาธิการจะสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไปก่อนแล้วรายงานต่อคณะกรรมการธุรกรรม
การตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ผู้ทำธุรกรรมซึ่งถูกสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินจะแสดงหลักฐานว่าเงินหรือทรัพย์สิน ในการทำธุรกรรมนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดหรืออายัดก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี สั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินหรือสั่งเพิกถอนการยัดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นแล้ว ให้คณะกรรมการธุรกรรมรายงานต่อคณะกรรมการ"
" มาตรา 49 "ภายใต้บังคับ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว
ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์พอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นของแผ่นดินได้ ให้พนักงานอัยการรีบแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน
ให้เลขาธิการรับดำเนินการตามวรรคสองแล้วส่งเรื่องเพิ่มเติมไปให้พนักงานอัยการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากพนักงานอัยการยังเห็นว่าไม่มีเหตุพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นของแผ่นดิน ให้พนักงานอัยการรีบแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่ได้รับเรื่องจากเลขาธิการ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นประการใดให้พนักงานอัยการและเลขาธิการปฏิบัติตามนั้น หากคณะกรรมการมิได้วินิจฉัยชี้ขาดภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ปฏิบัติตามความเห็นของพนักงานอัยการ
เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่ให้ยื่นคำร้องหรือไม่วินิจฉัยชี้ขาดภายในกำหนดระยะเวลาและได้ปฏิบัติตามความเห็นของพนักงานอัยการตามวรรคสามแล้ว ให้เรื่องนั้นเป็นที่สุด และห้ามมิให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับบุคคลนั้นในทรัพย์สินเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญซึ่งน่าจะทำให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้
เมื่อศาลรับคำร้องที่พนักงานอัยการยื่นต่อศาลแล้ว ให้ศาลสั่งให้ปิดประกาศไว้ที่ศาลนั้น และประกาศอย่างน้อยสองวันติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของ หรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอก่อนศาลมีคำสั่งกับให้ศาลสั่งให้ส่งสำเนาประกาศไปยังเลขาธิการ เพื่อปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่และถ้ามีหลักฐานแสดงว่าผู้ใดอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ก็ให้เลขาธิการมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งนั้นให้แจ้งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ครั้งหลังสุดของผู้นั้นเท่าที่ปรากฏในหลักฐาน
ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้ามีเหตุสมควรที่จะดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดความผิดฐานนั้นดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายก่อน"
" มาตรา 50 "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตาม มาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า
(1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือ
(2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ
ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นประโยชน์ในทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 49 อาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิของตนก่อนศาลมีคำสั่ง โดยแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือได้มาซึ่งประโยชน์โดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ"
" มาตรา 51 "เมื่อศาลทำการไต่ส่วนคำร้องของพนักงานอัยการตาม มาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตาม มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตาม มาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้อหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี"
" มาตรา 52 "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 51 ถ้าศาลทำการไต่สวนคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เป็นผู้รับประโยชน์ตาม มาตรา 50 วรรคสอง แล้วเห็นว่าฟังขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์โดยกำหนดเงื่อนไขด้วยก็ได้
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ตาม มาตรา 50 วรรคสอง เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อนให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผลประโยชน์ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ที่มีอยู่ หรือได้มาโดยไม่สุจริต
" มาตรา 53 "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 51 หากปรากฏในภายหลังโดยคำร้องของเจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ทรัพย์สินนั้น ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่ากรณีต้องด้วยบทบัญญัติของ มาตรา 50 ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้นหรือกำหนดเงื่อนไขในการคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ หากไม่สามารถคืนทรัพย์สินหรือคุ้มครองสิทธิได้ให้ใช้ราคาหรือค่าเสียหายแทนแล้วแต่กรณี
คำร้องตามวรรคหนึ่งจะต้องยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด และผู้ร้องต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่สามารถยื่นคำร้องคัดค้านตาม มาตรา 50 ได้ เพราะไม่ทราบถึงประกาศหรือหนังสือแจ้งของเลขาธิการหรือมีเหตุขัดข้องอันสมควรประการอื่น
ก่อนศาลมีคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลแจ้งให้เลขาธิการทราบถึงคำร้องดังกล่าว และให้โอกาสพนักงานอัยการเข้ามาโต้แย้งคำร้องนั้นได้"
" มาตรา 54 "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 51 หากปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มขึ้นอีก ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ และให้นำความในหมวดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม"
" มาตรา 55 "หลังจากที่พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องตาม มาตรา 49 หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เลขาธิการจะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำขอฝ่ายเดียวร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้ชั่วคราวก่อนมีคำสั่งตาม มาตรา 51 ก็ได้ เมื่อได้รับคำขอดังกล่าวแล้วให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน ถ้ามีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าคำขอนั้นมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอโดยไม่ชักช้า"
" มาตรา 56 "เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินใดตาม มาตรา 48 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามคำสั่ง แล้วรายงานให้ทราบพร้อมทั้งประเมินราคาทรัพย์สินนั้นโดยเร็ว
การยึดหรืออายัดทรัพย์สินและการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ทั้งนี้ ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม"
" มาตรา 57 "การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่คณะกรรมการธุรกรรมหรือเลขาธิการแล้วแต่กรณี ได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ในกรณีที่ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไม่เหมาะสมที่เก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เลขาธิการอาจสั่งให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินนั้นไปดูแลและใช้ประโยชน์โดยมีประกันหรือหลักประกันหรือให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบก็ได้
การให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทรัพย์สินไปดูแลและใช้ประโยชน์ การนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดหรือการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ของทางราชการตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ถ้าความปรากฏในภายหลังว่า ทรัพย์สินที่นำออกขายทอดตลาดหรือที่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามวรรคสอง มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดให้คืนทรัพย์สินนั้นพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด ให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองถ้าไม่อาจคืนทรัพย์สินได้ ให้ชดใช้ราคาทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ประเมินได้ในวันที่ยึด หรืออายัดทรัพย์สินหรือตามราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้รับดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่ได้รับคืนหรือชดใช้ราคา แล้วแต่กรณี
การประเมินค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพตามวรรคสี่ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด"
" มาตรา 58 "ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดใด เป็นทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายดังกล่าวหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ไม่เป็นผล หรือการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้"
" มาตรา 59 "การดำเนินการทางศาลตามหมวดนี้ ให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการนี้ให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง"
ประเด็นที่หนึ่ง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 หรือไม่
พิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และการลงโทษนั้นจะหนักกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิดมิได้ซึ่งเป็นหลักที่รับรองห้ามใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังกับบุคคลในความผิดทางอาญา สำหรับบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติที่ประสงค์ตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม และทำลายแรงจูงใจสำคัญในการประกอบอาชกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงจึงกำหนดให้มีมาตรการดำเนินการต่อการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ มาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคล และมาตรการที่ดำเนินคดีต่อทรัพย์สิน โดยในทางอาญานั้นพระราชบัญญัตินี้กำหนดความผิดที่จะลงโทษทางอาญาโดยการจำคุก ปรับ หรือริบทรัพย์ทางอาญา ส่วนมาตรการที่ดำเนินคดีต่อทรัพย์สินนั้นจะให้ยึดหรืออายัดไว้ และให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญาต่อบุคคล โดยมาตรการนี้จะเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะที่รัฐกำหนดให้ใช้การดำเนินการทางแพ่ง ในการดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 โดยมีเหตุผลมาจากหลักของการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ หลักการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของรัฐ เป็นต้น ทำให้มาตรการนี้สามารถดำเนินคดีทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดได้ โดยให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้มาตรการนี้ยังใช้การกำหนดภาระในการพิสูจน์ให้เจ้าของทรัพย์สินมาแสดงตัวและพิสูจน์ว่า ทรัพย์สินของตนมิได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีบทสันนิษฐานเกี่ยวกับการได้ทรัพย์สินจากการกระทำความผิดในระดับ "เหตุอันควรสงสัย" เท่านั้น จึงสามารถดำเนินคดีจากทรัพย์สินที่สงสัยได้ โดยไม่จำต้องจับตัวคนร้ายเพื่อนำมาฟ้องร้องคดีเสียก่อน ดังนั้น พระราชบัญญัติ ป้องกันและปรามการฟอกเงินฯ หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ย่อมไม่เกี่ยวข้องและไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 แต่อย่างใด
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 8 คน คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายจุมพล ณ สงขลา นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายศักดิ์ เตชาชาญ พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ และนายอมร รักษาสัตย์ เห็นว่า หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 7 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายมานิต วิทยาเต็ม นายสุจิต บุญบงการ นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ และนายอุระ หลังอ้อมกลาง เห็นว่า เฉพาะบางมาตราในหมวด 6 ที่ศาลแพ่งจะใช้บังคับแก่คดีไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
ในประเด็นที่หนึ่งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
ประเด็นที่สอง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 หรือไม่
ในปัญหาที่ว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองและประกันความมั่นคงแห่งสิทธิและเสรีภาพว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 กำหนดไว้คือ ต้องเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพนั้น การจำกัดสิทธิและเสรีภาพกระทำได้เท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้มิได้ อีกทั้งจะต้องกระทำเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง และจะต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย เมื่อพิจารณาคำปรารภของพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ ที่บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่ง มาตรา 29 ประกอบกับ มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 48 และ มาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" เห็นได้ว่าบทบัญญัติตามที่กล่าวไว้ในคำปรารภซึ่งล้วนแต่เป็นสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้จำกัดสิทธิและเสรีภาพได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและเป็นหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญที่ยอมให้รัฐ โดยฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลได้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ จึงตราขึ้นใช้บังคับเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจรัฐในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพแล้ว
สำหรับการพิจารณาขอบเขตแห่งความจำเป็นเกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ นั้น เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวในหมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินอันเป็นมาตรการที่รัฐใช้บังคับกับทรัพย์สินของบุคคลโดยมีเจตนารมณ์หรือมีความมุ่งหมาย คือ ผลประโยชน์ต่อส่วนรวมที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ ความสงบสุขเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคมแล้ว เห็นได้ว่า มาตรการที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่รัฐมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า ทรัพย์สินของกลุ่มบุคคลนั้นเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดเฉพาะบางความผิด ซึ่งมีความรุนแรงถึงขนาดที่รัฐต้องมีความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสังคมในระดับรัฐหรือแม้แต่ผลกระทบต่อส่วนรวมในระดับกว้าง คือ ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศเนื่องจากความผิดมูลฐานที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้บางประเภทเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่รุนแรงที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ ดังเช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นต้น ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 นี้ จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเท่าที่จำเป็นแล้ว
นอกจากนี้ บทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ดังกล่าวมีลักษณะพิเศษที่มีการวางมาตรการตรวจสอบและคานการใช้อำนาจอย่างเป็นระบบโดยให้ศาลยุติธรรม (ศาลแพ่ง) ซึ่งเป็นองค์กรใช้อำนาจตุลาการที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระเป็นผู้ตรวจสอบการดำเนินการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย อีกทั้งยังมีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวที่ได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สามารถพิสูจน์การได้มาโดยชอบของทรัพย์สินนั้นต่อศาลทั้งก่อนที่จะมีคำสั่งและภายหลังที่ศาลมีคำสั่งแล้วภายในกำหนดระยะเวลา รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาโดยศาลอาจมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ หรือการคืนทรัพย์สินก่อนศาลมีคำสั่งหรือภายหลังศาลมีคำสั่งริบทรัพย์แล้วแต่กรณี ถือได้ว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปามการฟอกเงินฯ ได้วางหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่อย่างใด
เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่งจะต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วยแล้ว เห็นได้ว่าพระราชบัญญัตินี้ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่กลุ่มบุคคลที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า อาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ดังนั้น ความในหมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปตามเงื่อนไขของ มาตรา 29 กล่าวคือ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพได้ โดยการจำกัดสิทธิดังกล่าวไม่เกินกว่าที่จำเป็น และไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจงอีกทั้งได้มีการระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตราไว้แล้ว จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่อย่างใด
สำหรับปัญหาที่ว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 หรือไม่ นั้น
พิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" แล้วเห็นว่า มาตรา 48 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการรับรองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองแต่ขอบเขตแห่งการใช้สิทธิและการจำกัดสิทธินั้น รัฐธรรมนูญยอมให้มีการจำกัดได้โดยต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หมายความว่า รัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้รัฐตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อกำหนดขอบเขตแห่งการใช้สิทธิและการจำกัดสิทธินั้น โดยมีเงื่อนไขที่ว่าจะต้องกำหนดขอบเขตการใช้สิทธิและการจำกัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิ นั้น สำหรับพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 แม้ว่าจะมีบทบัญญัติที่เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 หลายมาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 48 มาตรา 51 และ มาตรา 55 แต่อย่างไรก็ดีพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินไว้ เป็นขั้นเป็นตอนแก่เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติงานในการพิจารณาถึงตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งต้องเข้าเกณฑ์ที่ว่า "ต้องมีเหตุอันควรสงสัย หรือมีเหตุอันควรเชื่อ" ซึ่งเป็นพื้นฐานความเชื่ออย่างสมเหตุสมผลในการเริ่มกระบวนการยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ โดยมีมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน ได้แก่ การกำหนดขั้นตอนให้มีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะกรรมการธุรกรรม และควบคุมโดยคณะกรรมการ ปปง. อีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาร้องขอต่อศาล คือ ศาลแพ่งจะตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติงานอีกครั้งโดยการใช้กระบวนวิธีพิจารณาความของศาล ได้แก่ การรับฟังพยานหลักฐานและการวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้ว จึงมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือไม่นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติรองรับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์สินที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการกระทำความผิดและมีการเยียวยาให้ผู้เป็นเข้าของทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์ โดยการคุ้มครองและการคืนทรัพย์สินก่อนหรือหลังที่ศาลมีคำสั่งแล้วแต่กรณีในชั้นบังคับคดีอีกด้วย
เมื่อพิจารณาขอบเขตการใช้สิทธิและการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ที่ให้อำนาจแก่รัฐในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินได้ เมื่อรัฐคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของรัฐและผลประโยชน์สาธารณะซึ่งรวมถึงประชาคมโลกอันเป็นผลประโยชน์ระหว่างรัฐร่วมกันแล้ว จึงมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องจำกัดการใช้สิทธิของบุคคลบางกลุ่มที่ได้ใช้หรือได้ทรัพย์สินอันมาจากการฝ่าฝืนหรือกระทำการที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด ซึ่งมิใช่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับพระราชบัญญัตินี้ได้วางมาตรการดำเนินการยึด หรืออายัดทรัพย์สินอย่างเป็นขั้นตอนมีการตรวจสอบซึ่งกันและกันระหว่างองค์กร เพื่อมิให้กระทบต่อทรัพย์สินของบุคคลที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีมาตรการเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของที่มาแห่งทรัพย์สินทุกขั้นตอนของการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ทันที การจำกัดขอบเขตแห่งการใช้สิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเป็นการใช้อำนาจรัฐชั่วคราวจนกว่าจะได้มีการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สิน นั้นว่ามิได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยกระบวนการทางศาลเท่านั้น มาตรการที่ดำเนินคดีต่อทรัพย์สินของพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ จึงเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง
สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" เมื่อพิจารณาคำโต้แย้งของผู้ร้องทั้งสองคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องไม่ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่า ขัดหรือแย้งต่อสิทธิของบุคคลในการสืบมรดกอย่างไร ประกอบกับมิได้เกี่ยวข้องกับกรณีข้อเท็จจริงของผู้ร้อง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48
ประเด็นที่ 3 พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 59 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 หรือไม่
พิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ หมวด 8 บัญญัติให้ศาล ซึ่งประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการเพื่อพิจาณณาพิพากษาอรรถคดีโดยวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามลักษณะของคดีข้อพิพาท การวินิจฉัยข้อพิพาทของศาล นั้น จะต้องใช้กฎหมายในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ แตกต่างกันตามลักษณะของคดีข้อพิพาทนั้นๆ โดยที่การใช้อำนาจตุลาการนี้เป็นหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของหลักนิติรัฐที่ต้องการให้มีการควบคุมตรวจสอบการ ใช้อำนาจซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ในลักษณะถ่วงดุลกัน เพื่อให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับความคุ้มครอง รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติไว้ใน มาตรา 235 ว่า ศาลทั้งหลายจะต้องพิจารณาพิพากษาอรรถคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของตนเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องอำนาจศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะจะกระทำมิได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 249 วรรคหนึ่งยังได้บัญญัติว่า ศาลจะต้องมีหลักการประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เพื่อให้ผู้พิพากษาหรือผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทมีอิสระในการพิจารณาคดีอันส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษา และหลักประกันความเป็นธรรมของประชาชนในการใช้สิทธิทางศาลด้วย จากหลักความเป็นอิสระและความเป็นกลางของศาลซึ่งใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาชี้ขาดคดีหรือข้อพิพาทที่เกิดจากากรใช้อำนาจของรัฐไม่ว่าจะเป็นการตรากฎหมาย หรือบังคับใช้กฎหมายก็ตาม ย่อมเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรศาล การที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ศาลแพ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวและให้นำวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับศาลแพ่งเป็นศาลหนึ่งในระบบศาลยุติธรรมจัดตั้งขึ้น ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 19 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรการดำเนินการทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นมาตรการที่มีลักษณะพิเศษที่มิใช่มาตรการทางอาญาที่ดำเนินคดีต่อบุคคลแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ให้ศาลแพ่งเป็นผู้พิจารณาเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล และไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 แต่อย่างใด
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการที่กำหนดให้ภาระการพิสูจน์ที่ให้ตกแก่ฝ่ายเจ้าของทรัพย์สินเนื่องจากการดำเนินการทรัพย์สินดังกล่าว ใช้การพิจารณาพยานหลักฐานด้วยเหตุอันควรสงลัย ซึ่งเป็นพื้นฐานความเชื่ออย่างสมเหตุสมผลว่า เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยบัญญัติข้อสันนิษฐานไว้ว่า เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นเป็นผู้เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน ซึ่งจะแตกต่างจากบทสันนิษฐานทางอาญาที่ต้องสันนิษฐานว่าทุกคนบริสุทธิ์และในการวินิจฉัยพยานหลักฐานต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันมีเหตุผล ภาระการพิสูจน์ของผู้ร้อง (พนักงานอัยการ) จึงพิสูจน์เพียงให้เข้าเงื่อนไขแห่งการรับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัตินี้ก็มีมาตรการอื่นๆ ที่คุ้มครองเจ้าของรวมถึงบุคคลที่สาม มิให้ได้รับการกระทบกระเทือนเกินความจำเป็นโดยกำหนดขั้นตอนการตรวจสอบ กลั่นกรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ศาลแพ่งเป็นองค์กรตรวจสอบวินิจฉัยข้อเท็จจริงของที่มาของทรัพย์สินและมีคำสั่งว่า เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ต้องให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ดังนั้น มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัตินี้ที่กำหนดให้ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาคดีย่อมชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 แล้ว มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลหรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแต่อย่างใด
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 มาตรา 48 ถึง มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 32 และ มาตรา 48 และพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 59 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235


( นายกระมล ทองธรรมชาติ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุธี สุทธิสมบูรณ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฎัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมานิต วิทยาเต็ม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update