กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 46/2546
:: วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
:: เรื่อง หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่าขอให้วินิจฉัยชี้ขาดคำสั่งของนายทะเบียนพรรคการเมือง

หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่ายื่นคำร้อง ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคำสั่งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าของนายทะเบียนพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 ประกอบ มาตรา 14 และ มาตรา 17 กรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบสรุปได้ว่า
พรรคชีวิตที่ดีกว่าได้รับจดแจ้งการจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 14 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2544 พรรคได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2544 โดยที่ประชุมใหญ่เห็นชอบให้มีการแก้ไขข้อบังคับพรรค ซึ่งพรรคชีวิตที่ดีกว่าได้แจ้งเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามหนังสือที่ พชก. 074/2544 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2544 ตามนัยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33
ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2545 พรรคชีวิตที่ดีกว่าได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ลต (ทบพ) 0401/2636 ลงวันที่ 11 เมษายน 2545 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ว่าตามที่พรรคชีวิตที่ดีกว่าแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า และต่อมาได้มีหนังสือชี้แจงกรณีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า เพื่อให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาดำเนินการตามนัย มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 นั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 9 ข้อ 19 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ข้อ 28 ข้อ 31 ข้อ 39 ข้อ 42 ข้อ 47 และ ข้อ 55 โดยได้จัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามนัย มาตรา 33 วรรคสี่ และ มาตรา 18 แล้ว สำหรับข้อบังคับที่ไม่ตอบรับมี 6 ข้อ คือ ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 ที่พรรคชีวิตที่ดีกว่าชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคนั้น พรรคได้คำนึงถึงการบริหารงานให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยไม่ขัดกับหลักกฎหมาย และหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตพรรคก็จะหาทางแก้ไขต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคชีวิตที่ดีกว่าได้มุ่งเน้นการบริหารงานเฉพาะหน้าไม่มีการเตรียมการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเมื่อพิจารณาข้อบังคับทั้ง 6 ข้อ แล้วเห็นว่า อาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับพรรคเดิมในข้ออื่น อาจมีปัญหาข้อกฎหมายและการปฏิบัติ อีกทั้งข้อบังคับพรรคเดิมก็สามารถใช้ประโยชน์ได้แม้ว่าจะไม่มีการแก้ไขข้อบังคับพรรคดังกล่าว โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ให้เหตุผลประกอบ ดังนี้
1. การยกเลิก ข้อ 20 วรรคสอง (10) ที่กำหนดว่า "กรรมการบริหารพรรคว่างลงสองในสามของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ให้ถือว่ากรรมการบริหารพรรคที่เหลือสิ้นสภาพลงด้วย เมื่อกรรมการบริหารพรรคว่างลงตาม (1)-(7) ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคที่เหมาะสมให้ทำหน้าที่แทน แต่ถ้าตำแหน่งที่ว่างนั้นเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้รองหัวหน้าพรรคลำดับต้นทำหน้าที่แทน" อาจจะทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีตำแหน่งไม่ครบตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 12 ซึ่งหากยกเลิกความในข้อนี้อาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติ
2. ข้อ 27 ที่ใช้ข้อความว่า "การตั้งสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งใด ให้คณะกรรมการพรรคหรือหัวหน้าพรรคพิจารณาจัดตั้งขึ้นตามที่เห็นสมควร เมื่ออนุมัติแล้วให้พรรคตั้งกรรมการสาขาพรรคโดยเร็ว" เพื่อให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจในการพิจารณาจัดตั้งสาขาพรรคซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคตาม ข้อ 21 (8) ที่กำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจในการจัดตั้งสาขาพรรค และการตั้งกรรมการสาขาพรรคจะขัดต่อบทบัญญัติใน มาตรา 11 (5) ที่กำหนดให้เลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคจะขัดต่อบทบัญญัติใน มาตรา 11 (5) ที่กำหนดให้เลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค
3. ข้อ 29 ที่ใช้ข้อความว่า "ให้เลือกหรือตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคตาม ข้อ 28 กรณีประชุมเลือกตั้งองค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่าเจ็ดคน" ให้ตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคเมื่อไม่อาจกระทำได้เพราะขัดต่อบัญญัติใน มาตรา 11 (5) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ที่กำหนดให้เลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค และไม่จำต้องพิจารณาเรื่ององค์ประชุมการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค
4. ข้อ 40 ที่ใช้ข้อความว่า "การประชุมใหญ่ตาม ข้อ 39 องค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่ายี่สิบห้าคน การประชุมใหญ่ให้หัวหน้าพรรคแจ้งวาระ สถานที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบล่วงหน้าไม่ควรน้อยกว่าสามวัน การลงมติให้ใช้เสียงข้างมากถ้าเท่ากันให้ประธานชี้ขาด" เป็นเรื่องจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่พรรค ซึ่งพรรคชีวิตที่ดีกว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าว 2 ครั้งแล้ว จากจำนวน 100 คน เป็น 30 คน ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงเป็น 25 คน ซึ่งมติของที่ประชุมใหญ่พรรคมีความสำคัญที่คณะกรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติ ตามนัย มาตรา 20 และการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค ฯลฯ ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่พรรค ตามนัย มาตรา 25 เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกพรรคที่มีจำนวน 9,203 คน มีสาขาพรรค 16 สาขา แต่การประชุมใหญ่พรรคให้มีองค์ประชุมเพียง 25 คน เห็นว่า การแก้ไขข้อบังคับพรรคดังกล่าวควรเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย
5. ข้อ 44 เกี่ยวกับการประชุมใหญ่สาขาพรรค ที่ใช้ข้อความว่า "คณะกรรมการสาขาพรรคควรจัดประชุมใหญ่สาขาพรรคปีละครั้ง" เห็นว่าการใช้ถ้อยคำลักษณะนี้เป็นการไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและสภาพบังคับ ซึ่งหากมีเรื่องเร่งด่วนเรื่องสำคัญที่สมาชิกเห็นว่าต้องให้ที่ประชุมใหญ่ของสาขาพรรคพิจารณาก็ไม่อาจทำได้ ประกอบกับการประชุมใหญ่เป็นเรื่องสำคัญของการดำเนินการกิจการของพรรคและสาขาพรรคหากไม่มีการกำหนดช่องทางให้กรรมการสาขาพรรค หรือสมาชิกพรรคสามารถที่แสดงสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อขอเปิดการประชุมอาจเป็นการตัดสินของกรรมการสาขาพรรค และสมาชิกพรรคอันเป็นเรื่องสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งข้อบังคับฉบับเดิมได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
6. ข้อ 45 เกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สาขาพรรค ซึ่งพรรคชีวิตที่ดีกว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว จากจำนวน 30 คน เป็น 15 คน ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงเป็น ไม่ควรน้อยกว่า 9 คน ซึ่งจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สาขาพรรคมีจำนวนมากกว่าจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคตาม มาตรา 31 เพียง 2 คน และการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ข้อ 29 และ ข้อ 45 อาจไม่สอดคล้องกันเนื่องจาก ข้อ 29 ที่กำหนดให้องค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่า 7 คน แต่ ข้อ 45 กำหนดว่าไม่ควรน้อยกว่า 9 คน ทั้งที่เป็นการประชุมใหญ่สาขาพรรคเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการสาขาพรรคจากสมาชิกพรรคที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรค ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย
พรรคชีวิตที่ดีกว่า เห็นว่า เหตุผลของการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับพรรคนั้น มิได้นำ มาตรา 33 ที่ให้นำ มาตรา 14 มาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งความใน มาตรา 14 (2) บัญญัติให้ข้อบังคับพรรคต้องไม่ขัดต่อ มาตรา 10 มาเป็นแนวการพิจารณาแต่อย่างใด โดยพรรคชีวิตที่ดีกว่ายืนยันว่า ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าทั้ง 6 ข้อ มิได้ขัดต่อ มาตรา 10 ดังนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมไม่มีอำนาจที่จะไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคดังกล่าว
นอกจากนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองใช้เวลาในการตรวจสอบพิจารณาการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าเป็นเวลาเกือบ 4 เดือนนั้น เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33 ประกอบ มาตรา 14 วรรคสี่บัญญัติว่า "...นายทะเบียนแจ้งการไม่รับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเป็นหนังสือพร้อมเหตุผล...ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้รับคำขอ…" และการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งให้พรรคชีวิตที่ดีกว่าชี้แจงเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 ก็ไม่เป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจขยายเวลาที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายได้ จึงเห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองฝ่าฝืนและละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
พรรคชีวิตที่ดีกว่า ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 ดังนี้
(1) นายทะเบียนพรรคการเมือง มีอำนาจไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมืองที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 โดยที่พรรคการเมืองปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้วได้หรือไม่
(2) นายทะเบียนพรรคการเมือง มีอำนาจขยายเวลาที่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กำหนดให้ถือปฏิบัติได้หรือไม่
(3) การให้พรรคการเมืองชี้แจงจะเป็นเหตุให้นายทะเบียนมีอำนาจขยายเวลาพึงปฏิบัติตามกฎหมายได้หรือไม่
(4) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคฯ ในส่วนที่ยังไม่ตอบรับ 6 ข้อ คือ ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้ดำเนินการตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 10 และรับไว้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมทั้งส่งสำเนาคำร้องของหัวหน้าพรรคชีวิตทีดีกว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2545 สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ได้แจ้งต่อพรรคชีวิตที่ดีกว่าว่า ในคราวประชุมใหญ่วิสามัญพรรคชีวิตที่ดีกว่า ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2544 มีมติเปลี่ยนข้อบังคับพรรคชีวิตทีดีกว่า พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้ยกเลิกความใน ข้อ 9 ข้อ 19 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ข้อ 20 วรรคสอง (10) ข้อ 27 ข้อ 28 ข้อ 29 ข้อ 31 ข้อ 39 ข้อ 40 ข้อ 42 ข้อ 44 ข้อ 45 ข้อ 47 ข้อ 55 ของข้อบังคับพรรคชีวิตทีดีกว่า พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความของ ข้อ 9 ข้อ 19 ข้อ 20 ข้อ 27 ข้อ 28 ข้อ 29 ข้อ 31 ข้อ 39 ข้อ 40 ข้อ 42 ข้อ 44 ข้อ 45 ข้อ 47 ข้อ 55 ของข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 แทนตามลำดับ นั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้ว เห็นว่า กรณีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 เฉพาะ ข้อ 9 ข้อ 19 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ข้อ 28 ข้อ 31 ข้อ 39 ข้อ 42 ข้อ 47 และ ข้อ 55 เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคจึงเห็นสมควรตอบรับการเปลี่ยนแปลงตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 สำหรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 เฉพาะ ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 อาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติและไม่สอดคล้องเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นไปด้วยความละเอียด รอบคอบ จึงสมควรให้พรรคชี้แจงเหตุผลการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคดังกล่าว ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ทั้งนี้ การพิจารณาดำเนินการของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 วรรคสอง จะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 17 มกราคม 2545 ดังนั้นในวันที่ 17 มกราคม 2545 นายทะเบียนได้อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 7 ให้พรรคชี้แจงกรณีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพิ่มเติมในบางข้อที่ยังไม่ชัดเจน ได้แก่ ข้อ 20 วรรคสอง (10) ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกเลขหนังสือส่งผู้ร้องทางไปรษณีย์ที่ ลต (ทบพ) 0401/308 ลงวันที่ 18 มกราคม 2545
ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 พรรคมีหนังสือถึงนายทะเบียน เพื่อชี้แจงสรุปได้ ดังนี้
1) การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า พรรคต้องคำนึงถึงการที่จะทำให้การบริหารงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และไม่ขัดกับหลักกฎหมายที่กำหนดให้พรรคการเมืองปฏิบัติโดยพรรคไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต และหากมีปัญหาเกิดขึ้นพรรคก็จะหาทางแก้ไขต่อไป
2) ขอให้ตรวจสอบว่ากรณีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าซึ่งนายทะเบียนจะต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวภายใน 30 วันนับแต่นายทะเบียนได้มีหนังสือ ลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้พรรคชี้แจงทางไปรษณีย์ นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและวิธีปฏิบัติงานในราชการทั่วไปพึงปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคของพรรคชีวิตที่ดีกว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 การดำเนินการของผู้ถูกร้องจึงครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 17 มกราคม 2545 ต่อมาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการและพิจารณาเสนอตามลำดับชั้น โดยสำนักกิจการพรรคการเมืองฯ ได้นำเสนอรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมืองฯ ในวันที่ 11 มกราคม 2545 (ก่อนครบกำหนด 7 วัน) และรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมืองฯ ได้พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบชัดเจนจึงเห็นควรให้พรรคชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาของนายทะเบียน ซึ่งสำนักกิจการพรรคการเมืองได้ดำเนินการและเสนอตามลำดับชั้นอีกครั้งหนึ่ง และนายทะเบียนได้พิจารณาในวันที่ 17 มกราคม 2545 ซึ่งอยู่ภายในเวลา 30 วัน ตามกฎหมาย ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบถือปฏิบัติในการเสนอเรื่องเพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาก่อนครบกำหนดเวลาอย่างน้อย 5 วัน โดยเคร่งครัดอยู่แล้ว
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 ตามมติที่ประชุมใหญ่พรรค และคำชี้แจงของพรรคแล้ว จึงมีความเห็น ดังนี้
(1) เห็นสมควรตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 เฉพาะ ข้อ 9 ข้อ 19 ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ข้อ 28 ข้อ 31 ข้อ 39 ข้อ 42 ข้อ 47 และ ข้อ 55
(2) การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 เฉพาะ ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 พิจารณาประกอบคำชี้แจงแล้วเห็นว่า พรรคได้มุ่งเน้นการบริหารงานเฉพาะหน้า ไม่มีการเตรียมการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเมื่อได้พิจารณาถึงเนื้อหาอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับพรรคเดิมในข้ออื่น เช่น การตั้งกรรมการสาขาพรรคซึ่งไม่สอดคล้องกับ มาตรา 11 (5) การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติจัดตั้งสาขาพรรค ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับข้อบังคับพรรคเดิม ข้อ 21 (8) ที่กำหนดให้อำนาจการอนุมัติ จัดตั้งสาขาพรรคเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรค การเปลี่ยนแปลงโดยยกเลิกอำนาจของหัวหน้าพรรคในการแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคทำหน้าที่แทนตำแหน่งที่ว่าง อาจทำให้เกิดปัญหาบางอย่าง เช่น การรับรองงบการเงินซึ่งที่ประชุมใหญ่พรรคอนุมัติแล้ว ต้องให้หัวหน้าพรรคเหรัญญิกพรรคร่วมรับรองความถูกต้องเพื่อส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตาม มาตรา 40 เป็นต้น จึงเห็นว่าถ้าตอบรับไปแล้ว อาจมีปัญหาในข้อกฎหมายและการปฏิบัติ ซึ่งข้อบังคับเดิมก็สามารถใช้ปฏิบัติได้ แม้ว่าจะไม่มีการแก้ไขข้อบังคับพรรคดังกล่าว จึงเห็นสมควรไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 เฉพาะ ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 พร้อมทั้งแจ้งเหตุผลให้พรรคทราบด้วย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ จึงเสนอกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอรับความเห็นจากที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญของกรรมการการเลือกตั้งก่อน ซึ่งกรรมการการเลือกตั้ง และที่ประชุมที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาเห็นชอบตามที่สำนักงานฯ เสนอ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของพรรคชีวิตที่ดีกว่า
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายทะเบียนพรรคการเมืองรวมไว้ในสำนวนและส่งสำเนาคำชี้แจงแจ้งพรรคทราบ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องของพรรคชีวิตที่ดีกว่า (ผู้ร้อง) และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ถูกร้อง) และเอกสารประกอบเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
" มาตรา 33 บัญญัติว่า "เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรคการเมือง หรือรายการตาม มาตรา 13 วรรคสอง (5) ทีจดแจ้งไว้กับนายทะเบียน หรือรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตาม มาตรา 30 ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พิจารณาแก้ไขรายละเอียดดังกล่าว
การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน และให้นำ มาตรา 14 และ มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด
การแก้ไขรายการที่ได้ประกาศไว้ตาม มาตรา 18 ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา"
" มาตรา 15 บัญญัติว่า "เมื่อได้รับคำจัดตั้งพรรคการเมืองให้นายทะเบียนพิจารณาตรวจสอบ ในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 และมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคน
(2) นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะไม่ขัดต่อ มาตรา 10
(3) เอกสารการขอจัดตั้งพรรคการเมืองมีรายการครบถ้วนตาม มาตรา 11 และ มาตรา 13
(4) คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีคุณสมบัติตาม มาตรา 12 และ
(5) ชื่อพรรคการเมืองและภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองไม่ซ้ำหรือพ้องหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองของผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นที่ได้ยื่นคำขอไว้ตาม มาตรา 13 หรือของพรรคการเมืองอื่นที่นายทะเบียนได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองไว้ก่อนแล้ว
ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องและครบถ้วน ให้นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง
ในกรณีที่มีนายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่า คุณสมบัติหรือจำนวนของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง หรือนโยบายและข้อบังคับพรรคการเมือง หรือคุณสมบัติของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือชื่อพรรคการเมือง หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (4) หรือ (5) ให้นายทะเบียนสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองและแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง"
" มาตรา 17 บัญญัติว่า บัญญัติว่า "ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทะเบียน ตาม มาตรา 14 หรือ มาตรา 15 มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองจากนายทะเบียน
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเป็นประการใดแล้ว ให้นายทะเบียนปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น"
พิจารณาแล้วเห็นว่า หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่า(ผู้ร้อง) มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ถูกร้อง) ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง และเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค กรณีจึงต้องด้วย มาตรา 33 วรรคสอง ซึ่งให้นำ มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งเป็นการให้สิทธิผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ของนายทะเบียนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดได้ จึงนำมาใช้กับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคได้ หัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยชี้ขาดได้ ดังนั้นเมื่อหัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยชี้ขาดคำสั่งของนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 ประกอบ มาตรา 17 กรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจรับคำร้องของหัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่าไว้พิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีดังนี้
1. นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมืองที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 โดยที่พรรคการเมืองปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้วได้หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยวิธีการจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายของพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรคการเมือง และชื่อ อาชีพ ที่อยู่และลายมือชื่อของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยบัญญัติให้นำ มาตรา 14 และ มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายความว่า การที่พรรคการเมืองขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกับการจดแจ้งการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ตาม มาตรา 17 บัญญัติให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทะเบียนพรรคการเมืองตาม มาตรา 14 และ มาตรา 15 มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดได้ เมื่อพรรคการเมืองยื่นจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของพรรคการเมืองนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลงนั้น เช่นเดียวกับการพิจารณาข้อบังคับพรรคการเมืองที่ยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองตาม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติว่า นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะไม่ขัดต่อ มาตรา 10 และในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบแล้ว เห็นว่า ข้อบังคับพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียนสั่งไม่รับจดแจ้งตาม มาตรา 14 วรรคสาม ดังนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงมีอำนาจไม่รับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมืองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้
2. นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจขยายเวลาที่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กำหนดให้ต้องปฏิบัติภายในเวลา โดยมิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจขยายเวลาไว้ได้หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า ระยะเวลาที่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายทะเบียนพรรคการเมืองปฏิบัตินั้น มีหลายกรณีและมีลักษณะต่างๆ กัน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้อง นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ตาม มาตรา 14 แล้ว คือ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับหนังสือขอเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาแล้วให้พรรคชี้แจงเพิ่มเติมในวันที่ 17 มกราคม 2545 ซึ่งอยู่ภายในเวลา 30 วัน การให้พรรคชี้แจงเพิ่มเติมถือเป็นขั้นตอนที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว
3.การให้พรรคการเมืองชี้แจงจะเป็นเหตุให้นายทะเบียนพรรคการเมืองขยายเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติได้หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคแล้วมีข้อสงสัยหรือข้อมูลยังไม่เพียงพอ นายทะเบียนย่อมมีอำนาจในการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตาม มาตรา 7 ซึ่งการเรียกข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าวย่อมถือเป็นการปฏิบัติงานที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของนายทะเบียน เมื่อนายทะเบียนได้พิจารณาและมีคำสั่งให้พรรคชี้แจงในวันที่ 17 มกราคม 2545 โดยมีหนังสือแจ้งลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ย่อมถือได้ว่าอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงของพรรคทั้งนี้ หนังสือที่แจ้งพรรคดังกล่าวมีข้อความในลักษณะแจ้งผลการพิจารณาตามนัย มาตรา 14 กล่าวคือ ข้อความที่ว่า "นายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า...เฉพาะ ข้อ 2 วรรคสอง...อาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย..." เป็นการคาดเดาได้ว่านายทะเบียนอาจสั่งไม่รับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคดังกล่าว แต่เพื่อประโยชน์แก่พรรคเปิดโอกาสให้พรรคชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของนายทะเบียน
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดต่อไปมีว่า คำสั่งของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 หรือไม่
พิจารณาแล้วได้พิจารณาในประเด็นที่ 1 แล้วว่า กรณีที่หัวหน้าพรรคชีวิตที่ดีกว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าของนายทะเบียนพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33 ประกอบ มาตรา 14 และ มาตรา 17 โดย มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นำ มาตรา 14 และ มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และโดยที่ มาตรา 14 (2) บัญญัติว่า "นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะไม่ขัดต่อ มาตรา 10" และ มาตรา 10 บัญญัติว่า "พรรคการเมืองต้องมีนโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองซึ่งต้องไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนาระหว่างชนในชาติไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ" จึงมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า เหตุผลที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 20 วรรคสอง (10) ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 10 หรือไม่
(1) การยกเลิก ข้อ 20 วรรคสอง (10) ที่กำหนดว่า "กรรมการบริหารพรรคว่างลงสองในสามของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดให้ถือว่ากรรมการบริหารพรรคที่เหลือสิ้นสภาพลงด้วย เมื่อกรรมการบริหารพรรคว่างลงตาม (1)-(7) ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคที่เหมาะสมให้ทำหน้าที่แทน แต่ถ้าตำแหน่งที่ว่างนั้นเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้รองหัวหน้าพรรคลำดับต้นทำหน้าที่แทน" ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองให้เหตุผลว่า อาจจะทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีตำแหน่งไม่ครบตาม มาตรา 12 ซึ่งหากยกเลิกความข้อนี้ออกอาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติ เช่น เมื่อตำแหน่งเหรัญญิกพรรคว่างลงหากไม่มีข้อบังคับกำหนดให้หัวหน้าพรรคสามารถแต่งตั้ง จากกรรมการบริหารพรรคเข้าทำหน้าที่แทนอาจจะทำให้พรรคไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่เหรัญญิกพรรค ซึ่งมีภารกิจทางการเงินของพรรค ประกอบกับคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นคณะบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง จึงต้องมีข้อกำหนดของที่มาและอำนาจหน้าที่รวมถึงการพ้นจากตำแหน่งอย่างชัดเจนไว้ในข้อบังคับ
บทบัญญัติ มาตรา 12 บัญญัติว่า "คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองประกอบด้วยหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง รองเลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง โฆษกพรรคการเมือง และกรรมการบริหารอื่นซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์" เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่กำหนดให้ต้องมีอย่างน้อย 7 คน และถึงแม้ว่าพรรคชีวิตที่ดีกว่าได้กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารพรรคใน ข้อ 18 ไว้ว่า ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 12 ก็ตาม อาจจะทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีตำแหน่งไม่ครบตาม มาตรา 12 ได้ การที่พรรคชีวิตที่ดีกว่าขอยกเลิก ข้อ 20 วรรคสอง (10) นั้น ทำให้พรรคไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ทำให้ตำแหน่งที่มีอยู่ไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด จึงขัดต่อกฎหมายซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 ดังนั้น การที่นายทะเบียนไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 20 วรรคสอง (10) นั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33
(2) ข้อ 27 เปลี่ยนจากข้อบังคับพรรคเดิมที่ว่า "การตั้งสาขาพรรคในท้องถิ่นหรือเขตเลือกตั้งใด ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจจัดตั้งขึ้นตามที่เห็นสมควร ให้ดำเนินการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน เมื่อตั้งแล้วสาขาพรรคควรมีสมาชิกไม่น้อยกว่าสิบห้าคน" เป็นข้อความใหม่ว่า "การตั้งสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งใด ให้คณะกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรคพิจารณาจัดตั้งขึ้นตามที่เห็นสมควร เมื่ออนุมัติแล้วให้พรรคตั้งกรรมการสาขาพรรคโดยเร็ว" นายทะเบียนพรรคการเมืองให้เหตุผลว่า เพื่อให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจในการจัดตั้งสาขาพรรค จึงอาจไม่สอดคล้องกับอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคตาม ข้อ 21 (8) ที่กำหนดให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจในการจัดตั้งสาขาพรรคและการตั้งกรรมการสาขาพรรคจะขัดกับบัญญัติใน มาตรา 11 (5) ที่กำหนดให้เลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค
พิจารณาแล้วเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 27 ที่ให้อำนาจหัวหน้าพรรคมีอำนาจพิจารณาจัดตั้งสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการขัดต่อข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 22 (1) ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าพรรคไว้แล้วซึ่งไม่มีหน้าที่ในการพิจารณาจัดตั้งสาขาพรรคในเขตเลือกตั้ง จึงขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 10 ดังนั้น การที่นายทะเบียนไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 27 จึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33
(3) ข้อ 29 เปลี่ยนจากข้อบังคับพรรคเดิมที่ว่า "ให้เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคนั้นๆ โดยเลือกประธานสาขาพรรคก่อนแล้วเลือกตำแหน่งต่อมาตามลำดับ การเสนอชื่อสมาชิกเข้ารับการเลือกตั้งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าห้าคน ผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุมสาขาพรรค เมื่อเลือกตั้งได้คณะกรรมการสาขาพรรคแล้วให้หัวหน้าพรรคแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวัน" เป็นข้อความใหม่ว่า "ให้เลือกหรือตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคตาม ข้อ 28 กรณีประชุมเลือกตั้งองค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่าเจ็ดคน" นายทะเบียนพรรคการเมืองให้เหตุผลว่า ที่ให้ตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคไม่อาจกระทำได้เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 11 (5) ที่บัญญัติว่าข้อบังคับพรรคการเมืองต้องมีรายการ (5) แผนและกำหนดเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรคอำนาจหน้าที่ การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การสิ้นสุด และการออกจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรคการเมืองและอำนาจหน้าที่ของกรรมการสาขาพรรคการเมืองประการหนึ่ง และการกำหนดให้มีองค์ประชุมในการเลือกตั้งไม่ควรน้อยกว่า 7 คน ทำให้อาจจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคตาม ข้อ 28 ซึ่งให้ผู้ได้รับเลือกตั้งและผู้เข้าร่วมประชุมมีจำนวนเท่ากันจึงไม่ชอบด้วยหลักการเลือกตั้ง
พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อบังคับพรรค ข้อ 29 ที่แก้ไขใหม่แม้จะเป็นไปตาม มาตรา 11 ที่บัญญัติให้ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องมีรายการตาม (5) ที่บัญญัติว่า "แผนและกำหนดเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง อำนาจหน้าที่ของสาขาพรรคการเมือง การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่งการสิ้นสุดและการออกจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรคการเมือง และอำนาจหน้าที่ของกรรมการสาขาพรรคการเมือง" ก็ตาม แต่การกำหนดให้เลือกหรือตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคตาม ข้อ 28 ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมีจำนวนเท่ากัน ซึ่งไม่เป็นการสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพรรคการเมือง คือ ต้องการให้ผู้ที่มีอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองคล้ายกันมาร่วมกันดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อให้มีการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อข้อบังคับพรรคไม่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเห็นว่า ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 29 ที่ขอเปลี่ยนแปลงนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 10 ดังนั้น การที่นายทะเบียนไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 29 จึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33
(4) ข้อ 40 เปลี่ยนจากข้อบังคับพรรคเดิมที่ว่า "การประชุมใหญ่ต้องมีสมาชิกตาม ข้อ 39 (1) - (5) มาประชุมอย่างน้อยสามสิบคนจึงจะเป็นองค์ประชุม" เป็นข้อความใหม่ว่า "การประชุมใหญ่ตาม ข้อ 39 องค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่ายี่สิบห้าคน การประชุมใหญ่ให้หัวหน้าพรรคแจ้งวาระ สถานที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบล่วงหน้าไม่ควรน้อยกว่าสามวัน การลงมติให้ใช้เสียงข้างมากถ้าเท่ากันให้ประธานชี้ขาด" นายทะเบียนให้เหตุผลว่า พรรคชีวิตที่ดีกว่าได้เคยมีการเปลี่ยนแปลงเป็น 25 คน ซึ่งมติของที่ประชุมใหญ่พรรคมีความสำคัญที่คณะกรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติตามนัย มาตรา 20 และการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรค ข้อบังคับพรรคให้กระทำในที่ประชุมใหญ่พรรคตามนัย มาตรา 25 เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกพรรคที่มีจำนวน 9,203 คน มีสาขาพรรค 16 สาขา แต่การประชุมใหญ่พรรคให้มีองค์ประชุมเพียง 25 คน แล้วเห็นว่า การแก้ไข้บังคับพรรคดังกล่าวควรเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย
พิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่ของพรรคชีวิตที่ดีกว่าแม้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงถึง 2 ครั้ง และจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมลดน้อยลง แต่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มิได้มีการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่หรือองค์ประชุมใหญ่ไว้แน่นอน คงบัญญัติเพียงว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับพรรค แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่พรรคการเมืองจะเป็นการสะท้อนถึงสภาพปัญหาของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในด้านการตรวจสอบและสถานะความอ่อนแอของพรรคการเมืองที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของมวลชน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตยได้ ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 40 ที่แก้ไขใหม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 10 เนื่องจากไม่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 40 จึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33
(5) ข้อ 44 เปลี่ยนจากข้อบังคับพรรคเดิมที่ว่า "ให้คณะกรรมการสาขาพรรคจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีได้เมื่อคณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุมหรือกรรมการสาขาพรรคจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคเท่าที่มีอยู่ขณะนั้นเข้าชื่อร้องขอโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานสาขาพรรค ให้มีการประชุมวิสามัญ" เป็นข้อความใหม่ว่า "คณะกรรมการสาขาพรรคควรจัดประชุมใหญ่สาขาพรรคปีละครั้ง" นายทะเบียนให้เหตุผลว่า การใช้ถ้อยคำลักษณะนี้ไม่มีสภาพบังคับซึ่งหากมีเรื่องเร่งด่วนเรื่องสำคัญที่สมาชิกเห็นว่าต้องให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค พิจารณาก็ไม่อาจทำได้ประกอบกับการประชุมใหญ่เป็นเรื่องสำคัญของการดำเนินกิจการของพรรคและสาขาพรรคหากไม่มีการกำหนดช่องทางให้กรรมการสาขาพรรค หรือสมาชิกพรรคสามารถที่แสดงสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อขอเปิดประชุม อาจเป็นการตัดสิทธิของกรรมการสาขาพรรคและสมาชิกพรรคอันเป็นเรื่องสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งข้อบังคับเดิมได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
พิจารณาแล้วเห็นว่า การประชุมใหญ่สาขาพรรคเป็นเรื่องสำคัญของการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคการเมือง เพราะเป็นการสะท้อนถึงการดำเนินงานของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง จะเป็นการกำหนดทิศทางของพรรคการเมืองนั้นว่าจะดำเนินการไปในทิศทางใด ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพรรคการเมืองและการดำเนินการของพรรคการเมืองที่สามารถตรวจสอบได้ โดยประชาชนและสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นๆ ประกอบกับข้อบังคับเดิมมีความชัดเจนอยู่แล้ว ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 44 ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองๆ มาตรา 10 เนื่องจากไม่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 44 จึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองๆ มาตรา 33
(6) ข้อ 45 เปลี่ยนจากข้อบังคับพรรคเดิมที่ว่า "การประชุมใหญ่สาขาพรรคต้องประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรค สมาชิกในเขตท้องถิ่นมาประชุมอย่างน้อยสิบห้าคนจึงจะเป็นองค์ประชุม" เป็นข้อความใหม่ว่า "การประชุมใหญ่สาขาพรรคประกอบด้วย กรรมการสาขาพรรคและสมาชิกที่ได้รับเชิญมาประชุม องค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่าเก้าคน การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเท่ากันให้ประธานชี้ขาด" นายทะเบียนให้เหตุผลว่า พรรคชีวิตที่ดีกว่าได้เคยมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่แล้ว จากจำนวน 30 คน เป็น 15 คน ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงเป็นไม่ควรน้อยกว่า 9 คน ซึ่งจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สาขาพรรคมีจำนวนมากกว่าจำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคตาม มาตรา 31 เพียง 2 คน และการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ข้อ 29 และ ข้อ 45 อาจไม่สอดคล้องกัน เนื่องจาก ข้อ 29 กำหนดให้องค์ประชุมไม่ควรน้อยกว่า 7 คน แต่ ข้อ 45 กำหนดว่าไม่ควรน้อยกว่า 9 คน ทั้งที่เป็นการประชุมใหญ่สาขาพรรคเช่นเดียวกันนอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการสาขาพรรคจากสมาชิกพรรคที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรค ซึ่งจะสอดคล้องกับการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย
พิจารณาแล้วเห็นว่า การประชุมใหญ่สาขาพรรค เป็นการสะท้อนถึงการดำเนินงานด้านกิจการของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นที่จัดตั้งสาขาพรรค นอกจากนี้เป็นการตรวจสอบการดำเนินการของพรรคโดยประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองได้ จึงเห็นว่า ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 44 ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 10 เนื่องจากไม่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น การที่นายทะเบียนพรรคการมเองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 44 จึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 33
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 8 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง เห็นว่า ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 ที่ขอเปลี่ยนแปลงขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 ดังนั้นการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าดังกล่าวจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 แล้ว
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 5 คน เห็นว่า ข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าที่ขอเปลี่ยนแปลงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 ดังนั้น การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงจึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 โดยจำนวน 33 คน คือ นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช และนายอมร รักษาสัตย์ วินิจฉัยว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าทั้ง 6 ข้อ ส่วนอีก 2 คน วินิจฉัยว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่าบางข้อ คือ นายสุจิต บุญบงการ ให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 29 ข้อ 40 และ ข้อ 45 และนายมานิต วิทยาเต็ม ให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ข้อ 20 วรรคสอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำสั่งนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคชีวิตที่ดีกว่า ข้อ 20 วรรคสอง ข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 40 ข้อ 44 และ ข้อ 45 เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 แล้ว


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุธี สุทธิสมบูรณ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมานิต วิทยาเต็ม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update