กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 49/2546
:: วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
:: เรื่อง ศาลจังหวัดอุบลราชธานีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 กรณีศาลเห็นว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ประกอบ มาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ประกอบ มาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้องนายคำดี เผ่าดวงดี เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 376/2546 ฐานความผิด เป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 และ มาตรา 84 โดยขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยและขอให้ปรับจำเลยรายวันอีกไม่เกินวันละ 500 บาท เป็นเวลา 273 วัน
คดีดังกล่าวปรากฏตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ สาขาลำดับที่ 102 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 55 บ้านขุมดิน ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ได้แจ้งการยุบสาขาพรรคฯ ลำดับที่ 102 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตอบรับการยุบสาขาพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าวเพื่อให้จำเลยพ้นจากการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคแล้ว โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์ทราบการตอบรับเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในการพ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการตอบรับจากนายทะเบียนพรรคการเมืองดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะภายในวันที่ 10 เมษายน 2545 ตามหน้าที่ที่จำเลยได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคดังกล่าว
เมื่อระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 10 เมษายน 2545 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกันทุกวัน ภายในกำหนดระยะเวลา 30 วันดังกล่าว จำเลยในฐานะที่พ้นจากการดำรงตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ได้รู้หน้าที่ของตนที่ต้องยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะดังกล่าวข้างต้นอยู่แล้ว จำเลยได้บังอาจไม่ยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 30 วัน ตามกำหนดเวลาที่กล่าวข้างต้น โดยต่อมา เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2546 จำเลยได้ยื่นบัญชีฯ ของตนคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง รวมระยะเวลาที่จำเลยยื่นบัญชีฯ ล่าช้ากว่าที่กำหนดเป็นเวลา 273 วัน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นคำร้องประกอบคำรับสารภาพโดยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์และให้การว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 จำเลยได้ยื่นบัญชีฯ ของจำเลยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ปรากฏตามสำเนาใบรับฝากบริการไปรษณีย์ในประเทศ ขอศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วย ต่อมาศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพโจทก์ จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาโดยมีคำสั่งเรียกสำนวนการสอบสวนเพื่อประกอบการวินิจฉัยให้โจท์กส่งศาลภายในห้าวันทำการ นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 6 มีนาคม 2546
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีได้พิเคราะห์แล้วคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับโทษตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ในข้อหาเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ยื่นบัญชีฯ ตาม มาตรา 42 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นการกระทำความผิดตาม มาตรา 84 แต่โดยที่ใน มาตรา 42 กำหนดให้กรรมการสาขาพรรคการเมืองต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อนายทะเบียน ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และความหมายของวันดังกล่าวนี้ ปรากฏตามคำฟ้องที่ยืนยันว่า เป็นวันที่หัวหน้าพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองตาม มาตรา 20 วรรคสอง ได้ทราบแจ้งตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนตาม มาตรา 33 วรรคสอง กรณีจึงเป็นการกำหนดการกระทำความผิดของบุคคลโดยการสันนิษฐานว่า กรรมการสาขาพรรคการเมืองจะต้องทราบการเปลี่ยนแปลงนับแต่วันที่หัวหน้าพรรคการเมืองได้รับแจ้ง ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเป็นวันใด เพราะกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ได้รับแจ้งด้วยตนเอง ทั้งที่การยื่นบัญชีฯ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ประกอบกับคู่ความไม่อาจนำสืบโต้แย้งว่ากรรมการสาขาพรรคการเมืองควรหรือน่าจะต้องรู้ว่าตนเองมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 42 ในวันใด เพราะต้องบทสันนิษฐานเด็ดขาดว่า ให้ถือวันที่กำหนดใน มาตรา 33 วรรคสอง ซึ่งคำว่า "สมบูรณ์" ในมาตรานี้หมายถึง การเข้าดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งนั่นเอง
ศาลจังหวัดอุบลราชธานีเห็นว่า บทบัญญัติความผิดตาม มาตรา 84 ที่กำหนดให้กรรมการสาขาพรรคการเมืองซึ่งไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 42 ต้องรับโทษน่าจะต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งเป็นการกำหนดให้บุคคลต้องรับผิดโดยไม่ปรากฏการกระทำความผิดที่ชัดเจน หากแต่เป็นการลงโทษบุคคลจากข้อสันนิษฐานของกฎหมายโดยเด็ดขาด จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 และศาลจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 บังคับแก่คดีนี้ และไม่ปรากฏว่ามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงส่งสำเนาถ้อยคำสำนวนและเอกสารเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ตามที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีส่งความเห็นดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ร้อง ได้ส่งคำร้องตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีศาลจะใช้บทบัญญัติพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 บังคับแก่คดีนี้ และศาลจังหวัดอุบลราชธานีเห็นเองว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ผู้เกี่ยวข้อง คือ นายทะเบียนพรรคการเมือง และพรรคประชาธิปัตย์เสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีหนังสือแจ้งว่าไม่ประสงค์จะชี้แจงหรือแสดงความเห็นใด
นายทะเบียนพรรคการเมืองชี้แจงสรุปได้ว่า
1. การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองเป็นการดำเนินการจัดองค์กรภายใน
พรรคการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรคสอง โดยมีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 11 (5) กำหนดให้ข้อบังคับพรรคการเมืองต้องมีรายการเกี่ยวกับแผนและกำหนดเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง อำนาจหน้าที่ของสาขาพรรคการเมือง การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การสิ้นสุดและการออกจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรคการเมืองและอำนาจหน้าที่ของกรรมการสาขาพรรคการเมือง และเมื่อพรรคการเมืองได้จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองแล้ว ให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตาม มาตรา 30 และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตาม มาตรา 30 ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้พิจารณาแก้ไขรายละเอียดดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ตาม มาตรา 33 วรรคสอง สาขาพรรคการเมืองมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากพรรคการเมือง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองเท่านั้น จึงมีหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แทนในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกตาม มาตรา 20 วรรคสอง กรรมการสาขาพรรคการเมืองทุกคนย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคการเมืองซึ่ง ข้อบังคับ พรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2541 ข้อ 39 ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจอนุมัติหรือยุบเลิกสาขาพรรค รวมทั้งการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สาขาพรรคบริหารงานไปตามข้อบังคับพรรค ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค และข้อบังคับ พรรคประชาธิปัตย์ ข้อ 52 (8) กำหนดให้คณะกรรมการสาขาพรรคมีอำนาจและหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่ง และภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
2. พรรคประชาธิปัตย์มีหนังสือแจ้งขอยุบเลิกสาขาพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 102 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติให้ยุบเลิกเนื่องจากไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับ พรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2541 ข้อ 48 คือ สาขาพรรคมิได้จัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งประธานสาขาพรรคคนใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลงต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตอบรับการยุบเลิกสาขาพรรคดังกล่าวและแจ้งเป็นหนังสือให้หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ทราบการตอบรับ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 พร้อมกับแจ้งให้ทราบด้วยว่า กรรมการสาขาพรรคการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งต้องยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในวาระที่พ้นจากตำแหน่ง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง กรณีการยุบเลิกสาขาพรรคดังกล่าว จึงเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตาม มาตรา 30 ซึ่งจะถือเอาวันเดือนปีใด เป็นวันเดือนปีที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองนั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 33 วรรคสอง คือ ถือเอาวันเดือนปีที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือแจ้งการตอบรับการยุบเลิกสาขาพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 102 เป็นวันเดือนปีที่กรรมการสาขาพรรคดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย และเป็นการเริ่มต้นแห่งการนับระยะเวลาสามสิบวันในการยื่นบัญชีฯ ตาม มาตรา 42 ด้วย บทบัญญัติใน มาตรา 84 ที่กำหนดให้กรรมการสาขาพรรคการเมืองซึ่งไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 42 ต้องรับโทษนั้น จึงไม่เป็นการกำหนดการกระทำความผิดของบุคคล โดยการสันนิษฐานว่า กรรมการสาขาพรรคการเมืองจะต้องทราบการเปลี่ยนแปลงนับแต่วันเดือนปีที่หัวหน้าพรรคการเมืองได้รับแจ้งจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเป็นวันใด เพราะกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ได้รับแจ้งด้วยตนเองแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่ผู้ที่เป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองได้ทราบหรือควรจะได้ทราบอยู่ล่วงหน้าแล้วว่า มีการขอยุบเลิกสาขาแล้วเพียงแต่การนับระยะเวลาสามสิบวันของการยื่นบัญชีฯ อันเนื่องมาจากการพ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองนั้น จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อการพ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองมีผลโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว นั่นคือตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2545 เป็นต้นไป พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 จึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 ประกอบ มาตรา 6
3. พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ที่บัญญัติให้ กรรมการสาขาพรรคการเมืองซึ่งไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 42 ต้องรับโทษนั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมุ่งหมายตรวจสอบบุคคลที่เข้ามาดำเนินการงานทางการเมืองให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการปฏิรูปทางการเมือง และเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ดังนั้น หากว่า มาตรา 84 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นเหตุให้การยื่นบัญชีฯ ของผู้มีหน้าที่ตาม มาตรา 42 ไม่มีประโยชน์ต้องปฏิบัติตามอีกต่อไป อันจะส่งผลให้เจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมืองย่อมเสียไปด้วย
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ประกอบ มาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 หรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
" มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
" มาตรา 32 บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
" มาตรา 33 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรคการเมืองหรือรายการตาม มาตรา 13 วรรคสอง (5) ที่จดแจ้งไว้กับนายทะเบียน หรือรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตาม มาตรา 30 ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พิจารณาแก้ไขรายละเอียดดังกล่าว
การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน และให้นำ มาตรา 14 และ มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลาที่กำหนด
การแก้ไขรายการที่ประกาศไว้ตาม มาตรา 18 ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
" มาตรา 42 ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอื่นแล้ว บุคคลนั้นอาจส่งสำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ตามกฎหมายอื่นนั้นต่อนายทะเบียนแทนก็ได้
" มาตรา 84 หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือกรรมการสาขาพรรคการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
พิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 32 บัญญัติรับรองไว้ว่าบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ อันเป็นการรับรองสิทธิของบุคคลที่จะไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง กล่าวคือในทางอาญา การกระทำจะเป็นความผิดต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติในขณะกระทำว่าเป็นความผิด และบุคคลต้องรับโทษต่อเมื่อมีกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำ บัญญัติให้ต้องรับโทษนั้น ส่วนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมืองที่ต้องกระทำ และ มาตรา 84 เป็นบทกำหนดโทษของการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 42 ซึ่งทั้งสองมาตราบัญญัติไว้ชัดเจนแล้วว่า เมื่อไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ต้องกระทำย่อมมีความผิดและต้องได้รับโทษตามกฎหมาย กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์แจ้งการยุบสาขาพรรคลำดับที่ 102 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาและนายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งการตอบรับการยุบสาขาพรรคดังกล่าวให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทราบโดยพรรคฯ ได้รับแจ้งการตอบรับเมื่อ 11 มีนาคม 2545 ดังนั้น สาขาพรรคลำดับที่ 102 จึงถูกยุบเลิกตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 วรรคสอง อันเป็นผลให้นายคำดี เผ่าดวงดี กรรมการสาขาพรรคลำดับที่ 102 พ้นจากตำแหน่ง หากไม่ยื่นบัญชีฯ ต้องได้รับโทษตาม มาตรา 84
การที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ร้อง จะใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 บังคับแก่จำเลยในคดี และเห็นว่า มาตรา 84 นี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เพราะเป็นการกระทำความผิดของบุคคลโดยการสันนิษฐานว่ากรรมการสาขาพรรคการเมืองจะต้องทราบการเปลี่ยนแปลงโดยยุบเลิกสาขาพรรคการเมือง นับแต่วันที่หัวหน้าพรรคการเมืองได้รับแจ้งซึ่งไม่แน่นอนว่าเป็นวันใด เพราะกรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่ได้รับแจ้งด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการกำหนดให้บุคคลต้องรับผิด โดยไม่ปรากฏการกระทำผิดที่ชัดเจน นั้น พิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 33 และ มาตรา 42 ได้บัญญัติวันเดือนปี อันเป็นวันเริ่มต้นแห่งการนับระยะเวลาสามสิบวันในการยื่นบัญชีฯ ของกรรมการสาขาพรรคการเมืองกรณีพ้นจากตำแหน่งไว้แล้ว หากปรากฏว่า กรรมการสาขาพรรคการเมืองผู้ใดเมื่อพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ยื่นบัญชีฯ ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ย่อมเป็นความผิดและมีโทษตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 บัญญัติไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีวินิจฉัยได้อยู่แล้ว มิใช่เรื่องขณะกระทำความผิด ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 จึงไม่มีกรณีที่จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์จึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 84 ประกอบ มาตรา 42 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุธี สุทธิสมบูรณ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลตำรวจเอก สุวรรณ สุวรรณเวโช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฎัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมานิต วิทยาเต็ม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update